ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นการสร้างนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มักจะก่อให้เกิดผลกระทบในหลายด้าน เพื่อที่จะช่วยชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมทวาย ผู้เขียนจึงได้จำลองอัตราของผลกระทบแต่ละด้านเมื่อเทียบกับพื้นที่และขนาดการผลิต โดยเทียบเคียงจากเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตและการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด
ดังนั้น การประมาณการณ์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในบทความนี้จึงเป็นการประมาณอย่างคร่าวๆ เพื่อจุดประเด็นและจุดประกายให้เห็นถึงความสำคัญในการประเมินผลกระทบทางสุขภาพในเชิงยุทธศาสตร์อย่างจริงจัง ก่อนที่จะพัฒนาโครงการย่อยต่างๆ ตามที่บริษัทเจ้าของโครงการได้วางแผนไว้ เพื่อป้องกันมิให้เกิดผลกระทบเช่นเดียวกับที่ประชาชนในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด (ซึ่งมีพื้นที่เล็กกว่านิคมอุตสาหกรรมทวายมาก) ต้องแบกรับมาเป็นเวลานาน
1) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ ในเขตนิคมอุตสาหกรรมทวาย ย่อมส่งผลกระทบทางลบอย่างมากต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันเป็นต้นเหตุของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก เพราะถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่เมื่อเผาไหม้แล้วจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากกว่าเชื้อเพลิงอื่นๆ
ทั้งนี้ ประมาณการณ์ในเบื้องต้นว่า เมื่อโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้เดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต 4,000 เมกะวัตต์แล้ว โรงไฟฟ้าแห่งนี้จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 30 ล้านตัน/ปี ซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศพม่าทั้งประเทศในปีพ.ศ. 2551 ถึง 2 เท่า (ปีพ.ศ. 2551 ประเทศพม่าปล่อยก๊าซเรือนกระจก 12.8 ล้านตันเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์/ปี ) และเนื่องจากประมาณร้อยละ 90 ของไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกส่งมายังประเทศไทย โครงการนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการผลักภาระทางด้านสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศเพื่อนบ้าน
ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ใช้พลังงานเข้มข้นและเป็นต้นเหตุหลักของก๊าซปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น อุตสาหกรรมถลุงเหล็ก อุตสาหกรรมผลิตปุ๋ยเคมี และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า ประเทศพม่าจะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4-5 เท่าของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบัน ภายหลังจากการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมทวายเต็มรูปแบบ
2) มลภาวะทางอากาศนอกเหนือจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ยังนำมาซึ่งการปลดปล่อยมลสารหลายชนิดที่กลายเป็นมลภาวะทางอากาศด้วย หากเทียบเคียงจากประสบการณ์ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด การพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ถึง 194 ตร.กม. ในเขตทวาย อาจนำไปสู่การปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้มากถึง 442,560 ตัน/ปี ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนได้มากถึง 354,000 ตัน/ปี และฝุ่นละอองขนาดเล็กอีกไม่น้อยกว่า 88,500 ตัน/ปี
ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมถึงการปล่อยมลสารของโรงไฟฟ้าถ่านหิน 4,000 เมกะวัตต์ ซึ่งในการเผาไหม้ถ่านหินประมาณ 11 ล้านตัน/ปี ก็อาจจะปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้มากถึง 118,000 ตัน/ปี ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนได้มากถึง 119,000 ตัน/ปี รวมทั้ง ฝุ่นละอองขนาดเล็กอีกไม่น้อยกว่า 10,300 ตัน/ปี
การเพิ่มขึ้นของมลสารที่เป็นต้นเหตุของภาวะฝนกรดประมาณ 1 ล้านตัน/ปี และฝุ่นละอองขนาดเล็กอีกกว่า 1 แสนตัน/ปี จะกลายเป็นแรงกดดันสำคัญให้เกิดปัญหามลภาวะทางอากาศขึ้นในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้วยสภาพภูมิประเทศของทวายที่มีเทือกเขาตะนาวศรีเป็นภูเขาสูงขนาบทางทิศตะวันออก ทำให้สภาพมลภาวะทางอากาศสะสมอยู่ในพื้นที่ และอาจจะส่งผลกระทบทางลบอย่างมาก ทั้งต่อการทำการเกษตรและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่
นอกจากมลสารที่ทำให้เกิดฝนกรดแล้ว การปล่อยมลสารประเภทโลหะหนักเช่น ปรอท จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งอาจจะมีปริมาณสูงถึง 10,000 กิโลกรัมในแต่ละปี โลหะหนักเหล่านี้จะถูกฝนชะล้างลงสู่แหล่งน้ำ และสะสมในสัตว์น้ำและในห่วงโซ่อาหาร เมื่อมนุษย์นำสัตว์น้ำมาบริโภคก็จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการทางสมอง โดยเฉพาะของเด็ก และทารกในครรภ์
สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นห่วงสำหรับการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เช่นนี้คือ การกำหนดและการรักษาพื้นที่กันชนระหว่างเขตอุตสาหกรรมกับเขตชุมชน (หรือ buffer zone) เพื่อป้องกันมลพิษทางอากาศและอุบัติสารเคมี ดังเช่นที่ทราบกันดีในกรณีของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่กันชนไปเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม และพื้นที่อุตสาหกรรมก็ขยายมาติดพื้นที่ชุมชน จนทำให้มลพิษคุกคามชุมชนโดยตรง และต้องมีการย้ายโรงเรียนและโรงพยาบาลในที่สุด ส่วนในกรณีของนิคมอุตสาหกรรมทวาย จากการศึกษาแผนแม่บทของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ยังไม่ปรากฏพบการจัดเตรียมพื้นที่กันชนไว้แต่อย่างใด
3) ทรัพยากรน้ำแรงกดดันทางด้านทรัพยากรน้ำ จะเกิดขึ้นทั้งจากความต้องการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น การปล่อยมลสารลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ รวมถึงจากมลภาวะทางอากาศที่ถูกฝนชะล้างลงสู่แหล่งน้ำด้วย และภาวะการขาดแคลนน้ำ
ในแง่ของนิคมอุตสาหกรรม หากนิคมอุตสาหกรรมทวายมีการเติบโตเต็มพื้นที่ 194 ตร.กม. ตามแผนที่วางไว้ ก็อาจจะมีความต้องการน้ำจืดสูงถึง 5.9 ล้านลบ.ม./วัน หรือประมาณ 2,150 ล้านลบ.ม./ปี เพราะฉะนั้น อ่างเก็บน้ำขนาด 400-500 ล้านลบ.ม. ที่บริษัท ทวาย ดีเวล้อปเมนท์ จำกัด วางแผนก่อสร้างไว้จึงยังคงไม่เพียงพอ และคงต้องมีการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่อื่นๆ อีกไม่น้อยกว่า 2 แห่ง การสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่รอบๆ ก็จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และสังคมตามมา นอกจากนั้น ยังอาจเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำในบางช่วงเวลาด้วย
ในส่วนของน้ำเสีย หากเทียบเคียงจากอัตราการปล่อยน้ำเสียที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นิคมอุตสาหกรรมทวายที่มีขนาดใหญ่กว่าก็จะปล่อยน้ำเสียมากถึง 1.5 ล้านลบ.ม./วัน หรือประมาณ 550 ล้านลบ.ม./ปี เมื่อรวมกับความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะฝนกรดจากมลภาวะทางอากาศที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ผลกระทบทางด้านคุณภาพน้ำก็นับเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ต้องมีการประเมินและศึกษาให้รอบคอบก่อนที่จะดำเนินโครงการจริง
ประกอบกับสภาพภูมิศาสตร์ที่พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมทวายแห่งนี้จะตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองทวาย ฉะนั้น หากเกิดภาวะน้ำเสีย หรือโลหะหนักปนเปื้อน หรือภาวะน้ำขาดแคลนจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในเมืองทวาย ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับทรัพยากรน้ำในพื้นที่จึงเป็นประเด็นปัญหาที่จะต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก
นอกเหนือแหล่งน้ำจืดแล้ว โรงไฟฟ้าถ่านหินยังมีการนำน้ำทะเลเข้ามาใช้ในการหล่อเย็นอีกไม่น้อยกว่า 20 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน หรือประมาณ 6,700 ล้านลบ.ม./ปี แม้ว่า การนำน้ำทะเลเข้ามาใช้ในการหล่อเย็นจะไม่ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรประมงทางชายฝั่ง ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรหลักของอาชีพประมงได้เช่นกัน
4) กากของเสียผลกระทบอีกประการหนึ่งที่ติดตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้คือ กากของเสียจำนวนมหาศาลจากภาคอุตสาหกรรม โดยในการเผาไหม้ถ่านหินของโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 4,000 เมกะวัตต์ จะทำให้เกิดเถ้าถ่านหินถึงประมาณ 1.3 ล้านตัน/ปี นิคมอุตสาหกรรมขนาด 194 ตร.กม. จะทำให้เกิดกากของเสียอุตสาหกรรมถึง 757,000 ตัน/ปี และมีกากของเสียอันตรายที่จะต้องกำจัดอีกประมาณ 45 ตัน/ปี นอกจากนั้น ยังมีของเสียครัวเรือนในพื้นที่พักอาศัยอีกไม่น้อยกว่า 101,000 ตันต่อปี รวมแล้วมีกากของเสียที่จะต้องจัดการไม่น้อยกว่า 2 ล้านตันในแต่ละปีหากการจัดการกากของเสียไม่เป็นไปอย่างรอบคอบ และเข้มงวด ก็จะเกิดการลักลอบทิ้งกากของเสีย และเกิดการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม เช่นน้ำใต้ดิน ดังที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุด
5) ผลกระทบต่อชุมชนและวิถีชีวิตจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินขนาดใหญ่จะส่งผลกระทบโดยตรงกับชุมชนไม่น้อยกว่า 20 หมูบ้าน และประชากรกว่า 32,000 คน ที่จะต้องโยกย้ายถิ่นฐาน และเริ่มต้นอาชีพเกษตรกรรมในพื้นที่ใหม่ โดยเฉพาะชาวสวนที่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่ต้นไม้จะให้ผลผลิตที่เป็นรายได้แก่ครัวเรือน
นอกจากนั้น การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ยังอาจส่งผลกระทบกับชุมชนที่อยู่รอบๆ นิคม ทั้งโดยตรง (เช่น มลภาวะทางอากาศและมลภาวะทางน้ำ) และทางอ้อม (เช่น การขาดแคลนทรัพยากรน้ำ การปนเปื้อนของมลสารในห่วงโซ่อาหาร ความแตกต่างทางวัฒนธรรมของประชากรในพื้นที่กับประชากรที่อพยพเข้ามา และความไม่เพียงพอของบริการสาธารณะในพื้นที่) ทั้งยังอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงเมืองทวายที่อยู่ทางตอนล่างด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะหากเกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำทวาย
6) ผลกระทบในฝั่งประเทศไทยแน่นอนว่า เนื่องจากนิคมอุตสาหกรรมนั้นตั้งขึ้นที่ชายฝั่งประเทศพม่า ประกอบกับพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับพม่าในบริเวณนี้ มีเทือกเขาตะนาวศรีเป็นภูเขาสูงกั้นอยู่ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทางฝั่งไทยจึงน้อยมาก เมื่อเทียบกับที่ประชาชนชาวพม่าที่จะต้องกลายเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบทางลบขึ้นในพื้นที่ อย่างไรก็ดี การสร้างเส้นทางคมนาคมขนส่งขนาดใหญ่ทั้งถนน ทางรถไฟ ท่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และสายส่งไฟฟ้าแรงสูงพาดจากกรุงเทพ ผ่านนครปฐม กาญจนบุรี ไปยังทวาย ก็ทำให้มีผู้ห่วงกังวลกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในฝั่งไทยอย่างน้อย 2 ประเด็นด้วยกันคือ
- การตัดขาดพื้นที่ผืนป่าตะวันตก ที่เคยเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ทอดยาวจากอ.อุ้มผาง จ.ตาก ไปจนถึงเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ด้วยเส้นทางขนส่งขนาดใหญ่ ทำให้ความสมบูรณ์ของทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าอาจลดน้อยลงไป
- แนวทางหลวงใหม่ที่จะตัดผ่านจากบางใหญ่ไปจนถึงนครปฐม อาจกั้นขวางเส้นทางการไหลของน้ำในพื้นที่ทุ่งพระพิมลในยามที่น้ำหลาก และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการจัดการน้ำในช่วงที่มีน้ำมากหรือเกิดอุทกภัย
สรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
เนื่องจากโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายเป็นโครงการขนาดใหญ่ ที่มีประเทศผู้ลงทุนและผู้ได้รับผลประโยชน์ในหลายประเทศ ขณะเดียวกัน ก็เป็นโครงการที่มีโครงการย่อยๆ หลายโครงการ ซึ่งอาจสร้างผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนเป็นอย่างมากเช่นกัน การเติบโตและความเชื่อมโยงของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจึงไม่ควรมุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และเพิกเฉยต่อข้อห่วงกังวลของประชาชน รวมถึงไม่ควรละเลยความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดผลกระทบทางลบขึ้นในพื้นที่
ดังนั้น ก่อนที่จะดำเนินโครงการนี้ในลำดับต่อไป ผู้ลงทุนและรัฐบาลทุกประเทศที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ โดยเฉพาะรัฐบาลและผู้ลงทุนจากประเทศไทย ซึ่งมีบทเรียนที่ชัดเจนเกี่ยวกับปัญหามลภาวะและสุขภาพที่มาบตาพุด จึงควรให้ความสำคัญกับการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
โดยในเบื้องต้น ผู้เขียนจะขอเสนอแนะแนวทางเบื้องต้นดังต่อไปนี้1) การประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของโครงการนี้จะต้องกระทำในลักษณะของการประเมินผลกระทบทางยุทธศาสตร์หรือ Strategic Environmental Assessment (SEA) มิใช่การประเมินผลกระทบเป็นรายโครงการย่อย เนื่องจากการประเมินผลกระทบเป็นรายโครงการย่อยจะแยกส่วน และมองไม่เห็นผลกระทบสะสมหรือผลกระทบภาพรวม (หรือ cumulative impacts) ที่เกิดขึ้นจากโครงการทั้งหมด ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่เลย การประเมินผลกระทบทางยุทธศาสตร์ที่ดีจะช่วยให้เกิดการปรับปรุงแผนแม่บทของโครงการนี้ (รวมถึงการเลือกโครงการย่อยต่างๆ) ให้สอดคล้องกับสภาพทรัพยากร ระบบนิเวศ และระบบวัฒนธรรมของพื้นที่ได้
2) การศึกษาเรื่องขีดความสามารถของทรัพยากรในการรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และขีดความสามารถในการรองรับมลพิษ (หรือ Carrying capacity) ทั้งทางทรัพยากรที่ดิน ทรัพยากรน้ำ คุณภาพอากาศ และทรัพยากรป่าไม้ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก ในการวางแผนและประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ มิฉะนั้น จะเกิดปัญหาที่ตามมา คือ มีความต้องการใช้ทรัพยากร และมีการปล่อยมลสาร จนเกินกว่าขีดความสามารถที่จะรองรับได้ ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นที่มาบตาพุด
3) เพื่อมิให้ประชาชนในพื้นที่เสียโอกาสในการพัฒนาที่ยั่งยืน การประเมินผลกระทบต่างๆ ทั้งการประเมินผลกระทบในระดับยุทธศาสตร์ และการประเมินผลกระทบในโครงการย่อยควรพิจารณาแนวทางเลือกต่างๆ ที่มีอยู่ให้รอบด้าน ตั้งแต่การเลือกพื้นที่โครงการ การเลือกประเภทของอุตสาหกรรม (เช่นอุตสาหกรรมเหล็ก หรืออุตสาหกรรมอาหาร) การเลือกเทคโนโลยีที่ใช้ (เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน) มิใช่เป็นการประเมินผลกระทบตามกรอบของแผนแม่บทหรือแนวทางที่เจ้าของโครงการพัฒนาขึ้นแต่เพียงด้านเดียว
4) การดำเนินโครงการย่อยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเทศไทย หรือที่เป็นประเทศไทยเป็นผู้รับประโยชน์โดยตรง เช่น โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ควรเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับที่ถือปฏิบัติในประเทศไทยเช่น มีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่เปิดให้ประชาชนในพื้นที่เข้าถึงข้อมูลและนำเสนอความคิดเห็นได้โดยตรง เพื่อป้องกันมิให้เกิดผลกระทบทางลบกับประชาชนในประเทศเพื่อนบ้าน จากโครงการที่ทำขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทย
5) การประเมินผลกระทบจะต้องพิจารณาถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ทางสังคม และทางสุขภาพที่จะเกิดขึ้น จากการอพยพโยกย้ายของประชาชน ทั้งการโยกย้ายประชาชนในพื้นที่เดิม และการอพยพของแรงงานและสมาชิกในครัวเรือนเข้ามาทำงานในนิคมอุตสาหกรรม โดยจะต้องมีแผนพัฒนาชุมชนที่สอดคล้องกับระบบนิเวศและระบบวัฒนธรรม รวมถึงวิถีการดำเนินชีวิตสำหรับประชากรทั้งสองกลุ่ม ขณะเดียวกัน ก็ต้องเตรียมแผนป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากมลภาวะและอุบัติภัยที่ชัดเจน และควรมีการกำหนดพื้นที่กันชนระหว่างนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่ชุมชนให้ชัดเจน
6) เพื่อให้การประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพตามข้อ 5) เป็นไปอย่างถูกต้องและรัดกุม รวมถึงสามารถให้ประชาชนได้เข้าถึงและนำเสนอข้อมูล ความคิดเห็นต่างๆ ตามข้อ 4) เจ้าของโครงการจะต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ ทั้งในภาพรวมและในแต่ละโครงการย่อย โดยข้อมูลที่เปิดเผยจะต้องครอบคลุมถึงความเสี่ยงและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการดังกล่าวด้วย
7) ภาคประชาชนในพื้นที่และภาคประชาสังคมในพม่าจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันข้อห่วงกังวลและข้อเสนอแนะต่างๆ ให้แปลงเป็นรูปธรรมในการดำเนินการที่จะคุ้มครองและสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนในพม่า ภาคประชาชนในพื้นที่จึงควรศึกษาและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับวิถีชีวิตและความห่วงกังวลของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงความมุ่งหวังและทางเลือกในการพัฒนาของประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ประชาคมอาเซียนได้รับทราบ และร่วมกันสนับสนุนแนวทางการพัฒนาที่จะเอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดีของประชาชนในทุกๆ ประเทศ และทุกๆ พื้นที่ โดยอาจดำเนินการในลักษณะของการประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน (หรือ Community HIA) ที่มีการดำเนินการในประเทศไทย ในการนี้ ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมในประเทศไทย ซึ่งมีประสบการณ์ในการพยายามแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมาเป็นเวลากว่าสองทศวรรษแล้ว จะมีส่วนสำคัญในการแลกเปลี่ยนบทเรียนและประสบการณ์กับภาคประชาชนในพื้นที่และภาคประชาสังคมในพม่า

การดำเนินโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในระยะยาว หน่วยงานของรัฐบาลกลางและหน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการประเมินผลกระทบ การเฝ้าระวังมลพิษและอุบัติภัย การเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพ การตอบโต้อุบัติภัย ความพร้อมของโรงพยาบาลและสถานบริการสุขภาพต่างๆ ดังนั้น หากรัฐบาลไทยเห็นว่าโครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐภายใต้กรอบของประชาคมอาเซียนจริง ก็ควรให้การสนับสนุนรัฐบาลพม่าในการสร้างกลไกและทรัพยากรบุคคลที่เพียงพอต่อการรับมือความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นดังกล่าว
กรณีศึกษาการพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายเป็นตัวอย่างสำคัญที่บ่งชี้ให้เห็นว่า การลงทุนในโครงการพัฒนาในอนาคตจะเป็นไปในลักษณะข้ามพรมแดน ไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านในประชาคมอาเซียนมากยิ่งขึ้น ดังนั้น การคุ้มครองและสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนในอาเซียนก็จำเป็นต้องก้าวข้ามพรมแดนด้วยเช่นกัน ผ่านกลไกการเรียนรู้ร่วมกัน โดยใช้การประเมินผลกระทบทางสุขภาพเป็นเครื่องมือสำคัญ ทั้งในระดับยุทธศาสตร์การพัฒนาในภาพรวม ไปจนถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาในแต่ละพื้นที่
ความท้าทายจึงขึ้นอยู่กับว่า การพัฒนาการประเมินผลกระทบทางสุขภาพของภาคประชาชนในกลุ่มประเทศอาเซียนปัจจุบัน จะก้าวทันย่างก้าวอันรวดเร็วของผู้ลงทุนข้ามชาติได้มากน้อยเพียงใด และสามารถประสานข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ เข้าสู่การปรับทิศทางการพัฒนา หรือแนวทางการวางแผนในโครงการลงทุนข้ามชาติเหล่านี้ได้มากน้อยเพียงใด เป็นสำคัญ