ผู้เขียน หัวข้อ: คดีที่ดินกับคนจน: อำนาจรัฐและการลงทัณฑ์  (อ่าน 1619 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ admin

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 256
  • เรตติ้ง: +0/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • tvthainetwork
คดีที่ดินกับคนจน: อำนาจรัฐและการลงทัณฑ์: สหพล สิทธิพันธ์ สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้(สกต.)



หลักการที่ว่าบุคคลเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายและผู้ชี้ขาดความถูกผิดคือ ศาลสถิตยุติธรรมแต่สำหรับ"คนจน"เมื่อขึ้นสู่ศาลมิได้ยุติลงด้วยความเป็นธรรม

ก่อนจะถึงขั้นตอนการปราบปรามด้วยกองกำลังติดอาวุธ กฎหมายคือเครื่องมือสำคัญที่ทำให้รัฐดูเสมือนมีความชอบธรรมในการใช้อำนาจ และโดยปกติกลไกการใช้ความรุนแรง เช่น กองทัพ ตำรวจ ก็ใช้ควบคู่กับกลไกทางอุดมการ เช่น กฎหมาย สื่อมวลชน เห็นได้ชัดเจนในกรณีการปราบปรามการชุมนุมของ นปช. และคนเสื้อแดง

กรณีการปราบปรามการเคลื่อนไหวเพื่อโต้แย้งสิทธิในที่ดิน การเข้ายึดที่ดินของนายทุนโดยเกษตรกรรายย่อย แรงงานไร้ที่ดินในชนบทหรือ คนจน(ในความหมายคนที่ไร้อำนาจรัฐและอำนาจทางเศรษฐกิจอยู่ในมือ) ล้วนดำเนินไปโดยการทำงานร่วมกันของกลไกทางอุดมการ และกลไกการใช้ความรุนแรง

ไม่ว่ากรณีการจับกุมผู้ต้องหา ๑๐๘ คน ด้วยข้อกล่าวหาว่าบุกรุกที่ดินเอกชน กว่า ๑,๐๐๐ คดี ที่จังหวัดลำพูน เมื่อปี ๒๕๔๕

ไม่ว่ากรณีการสลายการชุมนุมและตอบโต้การยึดสวนปาล์ม โดยเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจนภาคใต้ที่จังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๖ และที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๖ ซึ่งนำมาสู่การจับกุมผู้ต้องหาหลายร้อยคนในจำนวนนี้มี ๔๘ คน ถูกส่งฟ้องศาลด้วยข้อกล่าวหาว่าบุกรุกที่ดินสวนปาล์มเอกชน รวม ๒๑ คดี

โดยหลักการที่เชื่อกันว่าบุคคลเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย และผู้ชี้ขาดความถูกผิดคือศาลสถิตยุติธรรม แต่เรื่องราวของ “คนจน” เมื่อขึ้นสู่ศาลบ่อยครั้งมิได้ยุติลงด้วยความเป็นธรรม กระทั่งนำมาสู่ข้อสรุปว่าแท้จริงแล้วกฎหมายกับความเป็นธรรมมิได้ดำรงอยู่ควบ คู่กันเสมอไป เพราะความแตกต่างกันด้วยฐานะทางเศรษฐกิจ-สถานะทางการเมือง ล้วนเป็นมูลเหตุสำคัญ ซึ่งเราจะพบได้เสมอในคดีของคนจน โดยเฉพาะคดีที่เกิดจากการต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินทำกิน หรือ การต่อสู้เพื่อปกป้องผืนป่า ต้นน้ำลำธาร และสภาพแวดล้อมของชุมชน เช่น กรณีชาวบ้านย่าหมี อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ต่อสู้คัดค้านการทำลายป่าชุมชนเพื่อสร้างรีสอร์ทโดยนักลงทุนด้านการท่อง เที่ยว จนถูกจับกุมดำเนินคดี จำนวน ๑๘ คน ด้วยข้อหา บุกรุกที่ดินมีเอกสารสิทธิ ซึ่งภายหลังได้ตรวจสอบพบว่าเอกสารสิทธิ์เหล่านั้นออกโดยมิชอบ, ( ดูรายงานการตรวจสอบฯ ที่ ๑๐๗/๒๕๕๒โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ)

ในคดีเหล่านี้ผู้มีอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจ-การเมือง สามารถที่จะใช้กระบวนการยุติธรรมให้เกิดประโยชน์ในการปกป้องผลประโยชน์ของตน เองได้เสมอจนแทบจะสรุปได้ว่ากระบวนการยุติธรรมในปัจจุบันแท้จริงคือ กระบวนการอยุติธรรม

กล่าวเจาะจงลงไปที่คดีอันเนื่องมาจากการต่อสู้เพื่อที่ดินทำกินของเกษตรกร ไร้ที่ดินหรือแรงงานในชนบททั้งหลาย มูลเหตุของเรื่องนี้มาจากการกำหนดนโยบายของรัฐในด้านการจัดการทรัพยากรและ การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ผิดพลาดมาแต่ต้น หรือจะเรียกว่าตั้งใจให้เป็นเช่นนี้ก็ว่าได้เพราะต้องการควบคุมการจัดสรร แบ่งปันปัจจัยการผลิตให้อยู่แต่ในหมู่พวกเดียวกันกับผู้กุมอำนาจรัฐ พร้อมๆ กับการตัดสิทธิ์ริดรอนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการถือครองปัจจัยการผลิต ทั้งๆที่พวกเขาทั้งหลายคือกำลังแรงงานผู้ทำการผลิตแต่กลับไร้ปัจจัยการผลิต ชนชั้นปกครองตระหนักดีว่า “มันผู้ใดควบคุมหรือมีกรรมสิทธิ์เหนือปัจจัยการผลิตของสังคม มันผู้นั้นย่อมมีอำนาจควบคุมชะตากรรมและลมหายใจของชนชั้นผู้ใช้แรงงานทำการ ผลิต”

เพื่อให้ทุนนิยมเติบโตรุดหน้าไปไม่หยุดยั้ง ที่ดินจึงถูกกำหนดให้ทำหน้าที่มากกว่าการผลิตอาหารหรือปัจจัยสี่สำหรับ มนุษย์แต่ที่ดินต้องมีบทบาทในฐานะที่เป็นสินค้าได้ด้วย เมื่อมาถึงขั้นนี้กลไกตลาดการลงทุนซื้อขายกักตุนเก็งกำไรที่ดินก็เข้ามามี บทบาทกำหนดการกระจายการถือครองที่ดินทำให้ผู้ที่มีเงินทุนมากกว่าสามารถเข้า ถึงที่ดินได้มากกว่าด้วย แรงกดดันทางการเงินยังส่งผลให้ที่ดินของเกษตรกรรายย่อยหลุดมือเร็วยิ่งขึ้น ด้วยแพ้ภัยสงครามเศรษฐกิจ

การแย่งชิงและผูกขาดการถือครองที่ดินโดยกลุ่มทุนต่างๆ เพื่อเก็งกำไร บ้างก็จำนองธนาคารเอาเงินไปลงทุนในธุรกิจอื่นๆ จนกลายเป็นหนี้เน่า หลังฟองสบู่ทางเศรษฐกิจแตกเมื่อปี ๒๕๔๐ ที่ดินมากกว่า ๓๐ ล้านไร่เป็นหนี้เน่า และประมาณว่ามีที่ดินประเภทต่างๆ ถูกทิ้งร้างและก่อให้เกิดการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจปีละประมาณ... ๓ แสนล้านบาท ในภาคใต้เฉพาะที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดกระบี่ จังหวัดชุมพร กลุ่มทุนสวนปาล์มรายใหญ่ ถือครองที่ดินรัฐโดยกลวิธีอันฉ้อฉล จำนวนกว่า....๒.....แสนไร่

การตอบโต้จาก คนไร้ที่ดินหรือกำลังแรงงานภาคเกษตรที่ล้นเกินอยุ่ในชนบท และเขตชานเมือง ได้เริ่มขึ้นในจังหวัดลำพูน-เชียงใหม่ เมื่อปี ๒๕๔๔-๔๕ โดยการตรวจสอบข้อมูลที่ดินแต่ละแปลงพบว่ามีที่ดินทิ้งร้างอยู่หลายแปลงและ เป็นหนี้เน่าอยู่ในธนาคารทั้งเอกสารสิทธิ์ก็ออกโดยมิชอบ ปฏิบัติการต่อมาคือการบุกยึดพื้นที่การเกษตรที่ถูกทิ้งร้างติดค้างธนาคาร พร้อมกับชูคำขวัญ “ที่ดินต้องเป็นของผู้ถือคันไถ”

เหตุการณ์นี้นำไปสู่การจับกุมเกษตรกรนักต่อสู้ ๑๐๘ คน ข้อหาบุกรุก รวม กว่า ๑,๐๖๔คดี ปัจจุบันศาลฎีกาตัดสินจำคุกชาวบ้านดงขี้เหล็ก จังหวัดลำพูน ๒ ปี จำนวน ๒ คนอีก ๒ คน เป็นชาวบ้านท่าหลุก จังหวัดลำพูน ศาลตัดสินจำคุกคนละ ๑ ปี อีก ๓๑ คน รอคำพิพากษาศาลฎีกา ที่เหลือยกฟ้อง

การยึดที่ดินขยายตัวลงสู่ภาคใต้ ปี ๒๕๔๖ เกษตรกรไร้ที่ดินหรือแรงงานชนบทไร้ที่ดินบุกยึดสวนปาล์มขนาดใหญ่ในเขต จังหวัดสุราษฎร์ธานี-กระบี่ จำนวน ๑๓ แห่ง ด้วยกำลังมวลชนประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน ด้วยเหตุผลว่าพื้นที่สวนปาล์มเหล่านั้นหมดสัญญาเช่ากับรัฐบาลแล้วแต่นายทุน ทั้งหลายยังไม่ยอมถอนตัวออกจากพื้นที่ พื้นที่เหล่านั้นมีฐานะทางกฎหมายเป็นที่ดินรัฐนับตั้งแต่ที่ดินป่าสงวนแห่ง ชาติ เขตปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ดินราชพัสดุ ที่ดินสาธารณะประโยชน์ ทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์ ที่ดินสหกรณ์นิคม ซึ่งรัฐบาลควรนำมาปฏิรูปกระจายการถือครองและใช้ทำประโยชน์ในฐานะปัจจัยการ ผลิตให้เกษตรกรมากกว่าปล่อยให้นายทุนผูกขาดการถือครอง ผลักเกษตรกรส่วนใหญ่ให้กลายเป็นแรงงานที่ขาดความมั่นคงในอาชีพ

เหตุการณ์นี้นำไปสู่การปราบปรามผลักดันด้วยความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ยึดที่ดิน ให้ออกจากพื้นที่ และจับกุมสมาชิกที่ไม่ยอมล่าถอยจำนวนหลายร้อยคน แต่ที่เป็นคดีขึ้นสู่ศาลมีจำนวน ๔๘ คน ๒๑ คดี หลังจากต่อสู้คดีประมาณ ๓ ปี ด้วยวงเงินประกันตัว ๓,๗๘๐,๐๐๐ บาท(ระดมความช่วยเหลือจากแนวร่วม) สุดท้าย ศาลยกฟ้อง เหลือเพียง ๑ ราย รอการตัดสินจากศาลฎีกาซึ่งเป็นคดีแจ้งความเท็จ

หลังจากการสลายการชุมนุม ของคนไร้ที่ดินที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อปี ๒๕๔๖ มวลชนแยกกระจัดกระจายเป็นหลายกลุ่มและพยายามเคลื่อนกำลังเข้ายึดที่ดินแปลง ต่างๆ ที่หมดสัญญาเช่าแต่ก็ถูกตีโต้ด้วยความรุนแรงทุกครั้ง กระทั้งเดือนกันยายน ๒๕๕๐ ชุมชนสันติพัฒนา จึงได้เข้ายึดพื้นที่ ส.ป.ก. และพื้นที่ป่าถาวร ที่ถูกเปลี่ยนสภาพเป็นสวนปาล์มน้ำมัน จำนวน ๑,๔๘๔ ไร่ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของบริษัทสหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม(มหาชน) จำกัด ต่อมาบริษัทฯ ได้ฟ้องสมาชิกชุมชนสันติพัฒนา จำนวน ๑๒ คน ดังนี้ (บริษัทสหฯ มีพื้นที่ทั้งหมด ๙ แปลง จำนวน ๔๔,๐๐๐ ไร่เศษ )

๑. คดีอาญา หมายเลขดำที่ ๑๙๑๒, ๒๑๓๑/ ๕๒ จำเลย ๙ คน ข้อหาร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ฯ
๒. คดีแพ่ง หมายเลขดำ ที่ ๒๓๐/๕๒ จำเลย ๓ คน ข้อหาละเมิด ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจำนวน ๕ ล้านบาทเศษ
๓. คดีแพ่งหมายเลขดำ ที่ ๑๒๔๓/๕๒ จำเลย ๑๒ คน ข้อหาละเมิด ฟ้องขับไล่เรียกค่าเสียหาย จำนวน ๑๐ ล้านบาทเศษ (โจกท์ถอนฟ้องจำเลย ๓ คน คงเหลือ ๙ คน )
ประเด็นข้อต่อสู้ของจำเลย
๑. บริษัทสหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มฯ ไม่มีอำนาจฟ้อง
๒. ที่ตั้งของชุมชนตั้งอยู่บนที่ดิน ส.ป.ก. และได้รับการผ่อนผันให้อยู่อาศัยโดยมติคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหา คปท. ครั้งที่ ๑ วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๓
๓. ที่ดินพิพาทไม่ใช้ที่ดินของบริษัทสหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มฯ
๔. น.ส.๓ ก ที่ใช้เป็นฐานในการฟ้องร้องออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายโดยการชี้มูลความผิดของกรม สอบสวนคดีพิเศษภายใต้คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาคดีความ กระทรวงยุติธรรม

นอกจากนี้แล้ว ปี ๒๕๕๒ ยังมีการยึดที่ดินสวนป่ายูคาลิปตัส ของบริษัทสวนป่ากิตติ และกระดาษดับเบิลเอ และบริษัทลูกในเครือสวนป่ากิตติ ที่หมดสัญญาเช่าจากกรมป่าไม้ และก่อตั้งบ้านเก้าบาตร(และอีกประมาณ ๔ กลุ่ม) ที่ตำบลลำนางรอง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ สมาชิกของกลุ่มถูกดำเนินคดี ๓ คน และ การยึดสวนป่ายูคาลิปตัส องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้(ออป.)ก่อตั้งบ้านบ่อแก้ว ที่ ตำบลทุ่งพระ อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ กรณีหลังนี้มีคดีแพ่งเป็นชนักปักหลังนักต่อสู้สามัญชนจำนวน ๓๐ ราย

กรณีบ้านท่าหลุก กิ่งอำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน เกษตรกรไร้ที่ดิน เข้าใช้พื้นที่ในโครงจัดสรรที่ดินแปลงใหญ่หนองปลาสวาย เมื่อปี ๒๕๔๕ ต่อมาถูกนายทุนฟ้องข้อหาบุกรุก ๑๙ ราย ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก ๑ ปี ศาลอุทธรณ์ตัดสินลดโทษเหลือ ๖ เดือนด้วยเหตุผลว่าชาวบ้านบุกรุกเฉพาะกลางวันไม่ได้สร้างที่พักในพื้นที่ และพ้นโทษได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๓ จำนวน ๑๗ คนเสียชีวิตในคุก ๑ คนเพราะป่วยด้วยโรคมะเร็ง(ยังถูกจำคุกต่ออีก ๑ คน เพราะมีความผิดในข้อหาอื่นด้วย) กรณีนี้ฝ่ายโจทก์อาศัยเอกสารสิทธ์แสดงการเป็นเจ้าของที่ดินเป็นฐานในการฟ้อง แต่มีเงื่อนงำว่าเหตุใดเอกสารสิทธิ์จึงออกทับที่ดินโครงการจัดสรรของชุมชน และหลังศาลอุทธรณ์พิพากษาทนายความจำเลยพยายามยื่นขอประกันตัวเพื่อสู้คดีใน ศาลฎีกาแต่ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตโดยอ้างเหตุผลว่ากลัวจำเลยหลบหนีส่วนศาลฎีกา มีแนวโน้มไม่รับพิจารณาด้วยเหตุว่าเป็นคดีที่มีโทษต่ำ ชะตากรรมของคนไร้ที่ดินบ้านท่าหลุก กลุ่มนี้จึงต้องนอนคุก ๖ เดือน ครอบครัวต้องประสบความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจอย่างยิ่งยวด

กรณีบ้านพรสวรรค์ ตำบลข่วงเปา อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ สมาชิกของสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ จำนวน ๔๗ คน ถูกดำเนินคดีอาญา, ๓๙ คนในชุดเดียวกัน ถูกดำเนินคดีแพ่ง(เสียชีวิต ๘ ราย) ข้อหาบุกรุกสร้างที่พักอาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ(กรณีนี้ไม่มีที่ดินทำกิน) ในคดีอาญาศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก ๖ เดือน แต่ให้รอลงอาญา ส่วนคดีแพ่งให้ชดใช้โทษฐานความผิด ๗ ประการ เช่น ทำให้สูญเสียหน้าดิน สูญเสียปุ๋ยในดิน ทำให้เสียเนื้อไม้ ทำให้โลกร้อน(เฉพาะความผิดที่ทำให้โลกร้อนต้องชดใช้เป็นเงิน ๕๔,๐๐๐ บาท/ไร่) ซึ่งภายหลังจำเลยได้ทำสัญญายินยอมทำงานเพื่อใช้แรงงานทดแทนค่าปรับรายละ ๒๐๐,๐๐๐ – ๓๐๐,๐๐๐ บาท( ค่าปรับไม่เท่ากันเพราะพื้นที่อยู่อาศัยแต่ละครอบครัวไม่เท่ากัน) โดยต้องทำงานที่หน่วยเพาะชำกล้าไม้แม่ออนอำเภอสันกำแพง ระยะทางไปกลับจากที่พักถึงที่ใช้แรงงานประมาณ ๑๘๐ กิโลเมตร จำเลยต้องทำงานให้แล้วเสร็จภายใน ๕๒ วัน ทั้งนี้ให้ไปทำงานสัปดาห์ละ ๑ วัน จำเลยต้องจ่ายค่าเดินทางและค่าอาหารกลางวันด้วยตนเอง ภายหลัง องค์การบริหารส่วนตำบลข่วงเปา มีรถยนต์ให้บริการแต่ต้องเติมน้ำมันเอง (ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ-สกน.)

นอกจากการยึดที่ดินในยุคใหม่ยังมีการบุกเบิกที่ดินในยุคเก่าสร้างหมู่บ้าน ชุมชนเกษตรกรรมอยู่ในเขตป่ามายาวนานซึ่งปัจจุบันถูกผนวกเป็นพื้นที่เขตป่า อนุรักษ์ มีปัญหาถูกกรมอุทยานฟ้องดำเนินคดีโดยเฉพาะข้อหาใหม่ในทางแพ่งคือทำให้โลก ร้อนซึ่งสมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย(คปท.) ทั่วประเทศ ๓๕ ราย ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายรวมเกือบ ๑๓ ล้านบาท( ๑๒,๙๓๐,๙๒๗ บาท)

รัฐและทุนตอบโต้การต่อสู้ของเกษตรกร-แรงงานไร้ที่ดินด้วยการใช้ความรุนแรง ทั้งโดยกำลังของคนในเครื่องแบบ กลุ่มอิทธิพลนอกเครื่องแบบ และกลไกของกระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นความรุนแรงอีกรูปแบบหนึ่ง

กล่าวในมิติของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเมื่อเราได้ศึกษาความจริงในหลาย คดีทำให้ค้นพบความจริงในท่ามกลางความอยุติธรรมหลายประการดังนี้

๑. ศาลและกลไกอื่นๆ ในกระบวนการยุติธรรม มีฐานะเป็นเครื่องมือของนายทุนในการปกป้องค้ำยันความศักดิ์สิทธิ์และทรง อิทธิฤทธิ์ของ “ระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล” ในการถือครองเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะที่ดิน ดังจะเห็นได้ชัดเจนในกรณีนายทุนฟ้องชาวบ้านย่าหมี อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา จำนวน ๑๘ คนข้อหาบุกรุกที่ดินมีเอกสารสิทธิ์ และ กรณีสมาชิกชุมชนสันติพัฒนา อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถูกฟ้องทั้งคดีแพ่ง และคดีอาญา จำนวน ๑๒ คน โดยมี น.ส. ๓ ก จำนวน ๑๐ แปลง เป็นฐานในการกล่าวหาฟ้องร้อง ต่อมาเมื่อวันที่ ๒-๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ กรมสืบสวนคดีพิเศษ ได้ตรวจสอบสารบบที่ดินของ น.ส.๓ ก เหล่านั้นโดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบด้วย ผลการตรวจสอบเชื่อได้ว่าเอกสารสิทธิ์ออกโดยมิชอบ ที่สำคัญมีที่ดินอีก ๑ แปลงที่อยู่ระหว่างการยื่นขอออกเอกสารสิทธิ์และภายหลังในการประชุมคณะ กรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฎิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) ครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ที่ทำเนียบบรัฐบาล เจ้าหน้าที่กรมที่ดินได้ชี้แจงว่าที่ดินพิพาทไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะออก เอกสารสิทธิ์ให้ได้ แต่ยังมิได้ถอนออกจากคำฟ้อง

๒. กระบวนการยุติธรรม ซึ่งมอบอำนาจชี้ถูกชี้ผิดไว้ที่ศาลซึ่งเป็นสถาบันที่ “ไร้การตรวจสอบถ่วงดุลย์จากประชาชนหรือองค์กรใดๆ ตามระบบประชาธิปไตย” ในขณะเดียวกันสถาบันศาลยังเชื่อมโยงรับใช้ใกล้ชิดกับสถาบันเก่าแก่ในสังคม ไทยทำให้ยากยิ่งนักที่จะมีใครกล้าวิพากษ์วิจารณ์ได้ อำนาจใดมิอาจตรวจสอบได้อำนาจนั้นย่อมถูกใช้เพื่อประโยชน์และความพึงพอใจของ ผู้กุมอำนาจนั้นแต่ฝ่ายเดียว

๓. คำพิพากษา คำสั่ง กระบวนการพิจารณา ของศาลในหลายคดีไม่ว่าสิ้นเสร็จเด็ดขาดแล้วหรืออยู่ในระหว่างการพิจารณาล้วน มีลักษณะเป็นการ “กดขี่ขูดรีด” ที่กระทำต่อเกษตรกรยากจน-แรงงานไร้ที่ดิน ซ้ำซ้อนสืบเนื่องมาจากการกดขี่ขูดรีดโดยระบบเศรษฐกิจ เช่น กรณี ๑๙ รายที่บ้านท่าหลุก จังหวัดลำพุน กรณี ๔๗ ราย บ้านพรสวรรค์ จังหวัดเชียงใหม่ กรณีฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งโดยอ้างมูลเหตุว่าทำให้โลกร้อนทั้งในภาค เหนือ ใต้ อีสาน กรณีชุมชนสันติพัฒนา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ฯลฯ

๔. ความล่าช้าโดยไม่มีเหตุอันควรในกระบวนการพิจารณาของศาลยุติธรรม สะท้อนระบบสองมาตรฐาน เป็นมูลเหตุสำคัญที่ตอกย้ำ “ความล่าช้าคือความไม่ป็นธรรม” เช่น คดีที่ ส.ป.ก. ฟ้องขับไล่บริษัทจิว กัง จุ้ย ซึ่งครอบครองทำประโยชน์ในเขต ส.ป.ก. มายาวนานเมื่อปี ๒๕๕๑ ศาลชั้นต้นจังหวัดกระบี่พิพากษาให้โจทย์ คือ ส.ป.ก. เป็นฝ่ายชนะคดี จำเลยจึงยื่นอุธรณ์ และขอคุ้มครองชั่วคราวเพื่อเข้าทำประโยชน์ต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด บัดนี้ กว่า ๒ ปีผ่านไป ศาลอุทธรณ์ยังไม่มีคำพิพากษา ในขณะที่เกษตรกรเฝ้ารอคอยการปฏิรูปที่ดินมานับตั้งแต่ปี ๒๕๔๖

๕. การพิจารณาคดีโดยขาดความรอบรู้ในมิติทางสังคม ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตและการผลิต ของชนชั้นผู้ทำการผลิต และขาดความเครารพต่อหลักสิทธิมนุษยชน ทำให้การพิจารณาและพิพากษาคดีเป็นการซ้ำเติมทุกข์เข็ญให้กับชีวิตที่เป็น เบี้ยล่างในสังคมต้องแบกรับชะตากรรมการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนซ้ำซ้อนสืบไป เช่น กรณี นางหน่อดา (ปาเกอเญอ) อายุ ๖๕ ปี ถางป่า ๕๐๐ ไร่ ด้วยมีดเพียง ๑ เล่ม เหตุเกิดที่ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน(ดูรายละเอียดในรายงานตรวจสอบการละเมิดสิทธิโดยคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ) และ กรณี จับหนูกินในเขตอุทยานไปเก็บเกี่ยวข้าวโพดถูกฟ้องข้อหาทำให้โลกร้อน (ภาคอีสาน) กรณีคนลัวะ(ชนชาติส่วนน้อย) อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ถูกจับเพราะหาเก็บฟืนในเขตอุทยานฯ

๖. ศาลยุติธรรม เป็นกลไกยับยั้งการใช้สิทธิของคนจนในการต่อสู้กระทั่งสลายการลุกขึ้นสู้ของ ประชาชน เช่น กรณีเมื่อปี ๒๕๔๖ การเคลื่อนไหวเข้ายึดที่ดินสวนปาล์มหมดสัญญาเช่า จำนวน๑๓ แปลง รวมพื้นที่ หลายหมื่นไร่ ในเขตจังหวัดกระบี่- สุราษฎร์ธานี และ กรณีเมื่อปี ๒๕๔๕ ยึดที่ดินนายทุนจังหวัดเชียงใหม่- ลำพูน ๒๒ แปลง รวมพื้นที่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ไร่ คดีที่เกิดจากทั้งสองกรณีนี้ส่วนใหญ่ศาลยกเพราะหลักฐานไม่พอ แสดงว่าตั้งข้อหาจับกุมส่งศาลไว้ก่อน เพื่อสลายม็อบหรือทำให้การต่อสู้ชะงักและมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากมาย เช่น...กรณีชุมชนสันติพัฒนา คลองไทร น้ำแดง มีภาระค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีรวมถึงปัจจุบันประมาณ ๑,๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่ได้รวมค่าเดินทาง ในวันมาศาลของจำเลยและญาติ

ด้วยมูลเหตุตามที่กล่าวมาข้างต้น รวมถึงที่นอกเหนือจากนี้ จึงมีข้อเสนอเพื่อผลักดันให้กระบวนการยุติธรรมไทยได้รับใช้ประชาชนด้วยภาระ กิจการสร้างความเป็นธรรม และ ความเสมอภาคในสังคม ดังนี้
๑. ปฏิวัติระบบศาลจากระบบกล่าวหาเป็นระบบไต่สวน

๒. ปรับปรุงกระบวนวิธีพิจารณาความทั้งแพ่ง และอาญา

๓. ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบทุกขั้นตอนมิให้เป็นเพียงเครื่องมือในการ ปกป้องความอยุติธรรมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งปวง มิว่าเกิดโดยรัฐหรือระบบทุน

๔. รัฐในระบบประชาธิปไตยต้องมีพันธะผูกพันในการให้ความคุ้มครองการต่อสู้เพื่อ ความเป็นธรรม เพื่อการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ที่สำคัญการต่อสู้เพื่อกระจายความมั่งคั่งภายในชาติอย่างทั่วถึงเท่าเทียม ซึ่งรูปธรรมหนึ่งในประการหลังนี้คือ การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมในการถือครองปัจจัยการผลิต รวมทั้งการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง แวดล้อม

๕. รัฐในระบบประชาธิปไตยมีพันธะผูกพันที่จะต้องให้ความเคารพสิทธิเกษตรกรและผู้ ใช้แรงงานทำการผลิตทั้งในโรงงานและทุ่งนา ในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทุกด้านอันเป็นประโยชน์ของสาธารณะชน “สิทธิในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของประชาชนต้องได้รับการเคารพ” เช่น การต่อสู้เพื่อให้มีการปฎิรูปที่ดิน การต่อสู้เพื่อระบบรัฐสวัสดิการ ดังนั้น เกษตรกรและผู้ใช้แรงงานทั้งหลายจึงมี สิทธิที่จะไม่ถูกดำเนินคดีอาญา เนื่องจากการกล่าวอ้างสิทธิและการต่อสู้ ( ดู ลา เวีย คัมเปซินา, ปฏิญญาชาวนา ข้อ ๑๓)

๖. แก้ไขกองทุนยุติธรรม ให้เอื้อประโยชน์ต่อคนจนในการปกป้องคุ้มครองสิทธิของตนเองและชุมชน เช่น เรื่องเงินประกันตัว

กระบวนการยุติธรรม มีขึ้นเพื่อดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมต่อประชาชนแต่ในทางปฏิบัติกฎหมายและ ระเบียบต่างๆ ของทางราชการมักจะเป็นอุปสรรคขัดขวางกระทั่งทำลายหลักการสำคัญที่เกี่ยวกับ ความยุติธรรม ความเสมอภาค ในทางพฤตินัยรัฐธรรมนูญจึงไม่ได้รับการเคารพ กฎหมายระดับพระราชกำหนด พระราชกฤษฏีกา กฎกระทรวง เสียอีกที่ถูกอ้างอิงให้ความสำคัญมากกว่ารัฐธรรมนูญ ระบบราชการชอบใช้ “วิธีการทำลายเป้าหมาย”

ตราบใดที่ ประชาชนยังไม่อาจเข้าถึงกระทั่งเป็นเจ้าของอำนาจรัฐ ประชาชนยังไม่อาจเข้าถึงปัจจัยการผลิตและความมั่งคั่งทั้งปวงในประเทศชาติ ของตน และการต่อสู้ใดๆ เพื่อทวงถามสิทธิอันชอบธรรมของตนในปัจจัยการผลิตก็ดี ผลผลิตจากหยาดเหงื่อแรงงานก็ดี ล้วนจักถูกโต้ตอบและลงโทษทัณฑ์ด้วยอำนาจรัฐที่อาศัยศาลยุติธรรมเป็นเครื่อง มือในการกำหราบปราบปรามประชาชนมิให้กล้าคิดกล้ากระทำการใดๆ เพื่อการต่อสู้ปลดปล่อยตนเอง

ที่มา : สหพล สิทธิพันธ์ :กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ (223.207.102.208) [2010-12-23 15:54:01
i have a dream.

ออฟไลน์ พิราบเทา

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 27
  • เรตติ้ง: +2/-0
  • เพศ: ชาย
  • "เปลี่ยนประเทศไทยด้วยพลังพลเมือง"
    • ดูรายละเอียด
Re: คดีที่ดินกับคนจน: อำนาจรัฐและการลงทัณฑ์
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ธันวาคม 27, 2010, 04:39:28 »
ในกรณีการพิจารณาคดีแบบกล่าวหา กับการพิจารณาคดีแบบไต่สวนนั้น ในบ้านเราทำสวนทางกับประเทศแม่แบบต้นฉบับ อย่างในประเทศต้นฉบับ เขาใช้วิธีกล่าวหากับกฏหมายแบบจารีตประเพณี (อังกฤษ สหรัฐ ฯ) ส่วนในแบบไต่สวนเขาจะใช้กับกฏหมายลายลักษณ์อักษร (เยอรมัน ฝรั่งเศส) แต่ในบ้านเราในสมัยนั้น(ยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง) มีการสัณิจฐานว่า คณะทำการ ได้นำสองอย่างมาใช้ผสมกัน เนื่องจากคณะทำการจบกฏหมายจากทั้งสองฝั่ง (เลยตกลงกันแบบหยวนๆ) โดยการใช้กฏหมายแบบลายลักษณ์อักษร แต่ใช้วิธีการพิจารณาคดีแบบกล่าวหา (ในแบบที่ไม่มีคณะลูกขุนด้วย)

ถาม แล้วสองอย่างมีข้อดีต่างกันอย่างไร

ตอบ ถ้าคดีที่คู่ความมีความเท่าเทียมกันในการต่อสู้ การนำเสนอพยานหลักฐาน หรือแสวงหาพยานหลักฐานของคู่กรณีมาต่อสู้กัน ระบบกล่าวหาดีที่สุด เพราะเปิดเผยพยานหลักฐาน ถ้าจะแพ้ ชนะ ก็เพราะรูปคดี หรือเพราะความบกพร่องของคู่ความเอง อย่างกรณีกฏหมายอาญาและกฏหมายแพ่งทั่วไป ที่คู่ความมีฐานะเป็นประชาชนหรือเอกชน (แล้วถ้ามองในมุมคดีที่คู่ความเป็นประชาชนกับนายทุนล่ะ ถือว่าฐานะทางโอกาสเท่ากันไหม?) ระบบกล่าวหาศาลจะดูเพียงพยานหลักฐานที่คู่ความนำสาเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ในการหาพยานหลักฐานเอง

ส่วนการต่อสู้คดีที่คู่ความไม่มีความเท่าเทียมกันในการต่อสู้ เช่น คดีระหว่างรัฐกับเอกชน ตามกฎหมายมหาชน ระบบไต่สวนจะดีที่สุด เพราะศาลสามารถล้วงลูกหาพยานหลักฐาน และถามพยานเองได้ เนื่องจากหากพยานหลักฐานอยู่กับฝ่ายรัฐ จะเป็นการยากที่เอกชนผู้เป็นคู่ความจะนำมาแสดง แต่ถ้าศาลล้วงลูกหาพยานหลักฐานเอง ตามดุลยพินิจของศาล ซึ่งเป็นผลถ่วงดุลยให้เกิดความเท่าเทียมในการพิจารณาคดีได้ (นึกภาพศาลไคฟง ของท่านเปาบุ้นจิ้น จะใช้วิธีนี้ ไม่ว่าคู่ความเป็นใครมาจากไหน ท่านเปาล้วงลูกได้หมด)

แต่ในบ้านเราก็ใช้ระบบไต่สวน เฉพาะในคดีที่ใช้อำนาจตามกฎหมายมหาชนในศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

อย่างไรก็ตามในความเห็นส่วนตัว อย่าให้คนนต้องเคารพใครด้วยอำนาจหรือความกลัวอีกเลย ขอให้เคารพได้ด้วยใจที่มีสำนึกในความเป็นธรรมก็เพียงพอ เพราะไม่ว่าจะระบบระบอบอะไร หากใช้เพียงพระเดชไม่รู้จักใช้พระคุณ ความยุติธรรมก็สวนทางกันในความคิดของสังคมเสมอ
"การสื่อสารเป็นเครื่องมือทำความเข้าใจร่วมกันของมนุษย์
ไม่ใช่ของใครแต่พวกเดียว การผูกขาดถือครองนั้นทำไม่ได้ เพราะสื่อเป็นพื้นที่สาธารณะ ที่ต้องรักษาไว้ใช้ให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน"