แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Messages - i-NoZz

หน้า: [1] 2
1
นักข่าวพลเมือง / สันติภาพไทใหญ่
« เมื่อ: ธันวาคม 26, 2012, 11:13:44 »
       ประเทศพม่ากำลังอยู่ระหว่างการเจรจาสันติภาพกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่จัดการระดมข้อเสนอครั้งสำคัญหลังตระเวนพบปะชุมชนทั่วรัฐฉานเพื่อนำความต้องการของประชาชนสู่การผลักดันกระบวนการสันติภาพที่แท้จริง  ติดตามจากรายงานนักข่าวพลเมืองเครือข่ายปฏิบัติการผู้หญิงไทใหญ่   
 
         ตัวแทนพรรคการเมืองของไทยใหญ่   กองกำลังทหาร  ผู้แทนราษฎรจาก 42 เมืองของรัฐฉานและองค์กรภาคประชาชนของไทใหญ่   มารวมตัวกลางกรุงย่างกุ้ง เพื่อร่วมประชุมครั้งสำคัญในการผลักดันข้อเสนอ “การสร้างความสมานฉันสู่สันติภาพ ในรัฐฉาน สหภาพพม่า”

        กว่า 1 ปีของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในพม่า ที่เริ่มเจรจาสันติภาพ   ในมุมของชาวไทใหญ่ต้องการให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง  จึงตระเวนเก็บข้อมูลมาแลกเปลี่ยนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมไทใหญ่จากความขัดแย้งทางการเมืองกว่า 50 ปี รวมถึงแนวทางการเจรจาหยุดยิง และกระบวนการสันติภาพที่แท้จริง

        จ๋ามตอง  เครือข่ายปฏิบัติงานผู้หญิงไทใหญ่ กล่าวว่า "ปัญหาเร่งด่วนที่หลายฝ่ายมองเห็นตรงกันคือจะต้องสร้างกระบวนการสันติภาพจริงๆ  เพราะแม้รัฐบาลพม่าจะหยุดยิงกับหลายกลุ่มแต่ในพื้นที่ก็ยังมีการสู้รบ  การที่ทหารพม่าอยู่ในรัฐฉานเป็นจำนวนมากทำให้ ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพยากมาก เพราะแม้แต่กับ  สส.พรรคการเมืองยังต้องขออนุญาตจากทหารพม่าในพื้นที่ และที่สำคัญคือการผลักดันแก้ไข รัฐธรรมนูญ  ปี 2008"

      เครือข่ายปฏิบัติงานผู้หญิงไทใหญ่ยังตระเวนไปพบชาวบ้านใน 11 ชุมชนทั่วรัฐฉาน  พบว่าชาวบ้านยังคงไม่พอใจที่ระหว่างกระบวนการสันติภาพ ยังมีการสู้รบ การยึดที่ดิน และการหลั่งไหลเข้ามาของทุนในแผ่นดินรัฐฉานอย่างต่อเนื่อง     

      จ๋ามตอง  เครือข่ายปฏิบัติงานผู้หญิงไทใหญ่ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “เมื่อมีกระบวนการเจรจาสันติภาพ ทำให้มีความสนใจลงทุนมาก และเน้นมาที่ทรัพยกรธรรมชาติในรัฐฉาน  ชาวบ้านสูญเสียที่ดินทำกิน วิถีชีวิต  ยังคงต้องอพยพมาเป็นแรงงานลี้ภัยในประเทศไทย ทำให้ชาวบ้านกังวลมาก คือการสูญหายของทรัพยากรธรรมชาติ ภาษาวัฒนธรรมของไทยใหญ่และรัฐฉาน"

         การผลักดันข้อเสนอในการประชุมครั้งนี้ เครือข่ายชาวไทยใหญ่เชื่อว่าจะก่อให้เกิดการทำงานอย่างมีเป้าหมาย  ให้กระบวนการสันติภาพเป็นการมุ่งไปสู่การเจรจาทางการเมือง  และการแก้ปัญหาประชาชนที่เดือดร้อนจริงๆ สร้างความเป็นสหภาพให้เกิดขึ้นจริงไม่ใช่แค่เพียงการทำสัญญาหยุดยิง

         นักข่าวพลเมืองเครือข่ายปฏิบัติงานผู้หญิงไทใหญ่ รายงาน



นักข่าวพลเมือง สันติภาพชาวไทใหญ่

(ออกอากาศวันอังคารที่ 25 ธันวาคม 2555)

2
      ท่ามกลางความขัดแย้งรุนแรงที่เกิดขึ้นในชายแดนภาคใต้ แต่ยังมีเสียงจากคนในพื้นที่ที่พยายามสื่อสารเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง  โดยเมื่อเร็วๆ นี้ เยาวชนนักศึกษาจากชายแดนใต้ ได้รวมตัวกันจัดงานเสวนาและนิทรรศการเพื่อสันติภาพ ขึ้นที่จ.ปัตตานี เป็นการแสดงให้เห็นถึงพลังของนักศึกษาที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อสู่สันติภาพ  ติดตามได้จากรายงานนักข่าวพลเมือง กลุ่ม Peace Media มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
 
     นักศึกษาและชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนใต้ กว่า 1,000 คน มาร่วมงานเสวนา  “สงครามและสันติภาพ : ประชาชนปาตานีจะกำหนดชะตากรรมตนเองได้หรือไม่ ? อย่างไร” เมื่อต้นเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา  ที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขต ปัตตานีโดยการจัดขององค์กรนักศึกษาจากหลายสถาบัน ร่วมด้วยสหพันธ์นิสิตนักศึกษาสามจังหวัดชายแดนใต้หรือ ( สนน. จชต.) 

     นายอาเต๊ฟ โซ๊ะโกะ อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) กล่าวว่า “ที่สำคัญก็คือการมีจิตสำนึกที่จะจัดงานเพื่อขจัดความกลัวให้กับประชาชนปาตานีแท้ที่จริง แล้วบอกว่าเจตจำนงที่อยู่ในใจของตนเองคืออะไร ซึ่งนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะว่าการจัดงานในลักษณะนี้นะครับ เป็นการแสดงให้เห็นว่านักศึกษาหรือเยาวชนหรือปัญญาชนปาตานีนี่ รู้และก็เข้าใจถึงสิทธิในการกำหนด อนาคตของประชาชนว่าเป็นสิทธิที่ชอบธรรม ”

     นอกจากเวทีเสวนาแล้ว ยังมีนิทรรศการจากนักศึกษา อาทิ การนำเสนอข้อมูลเรื่องสิทธิมนุษยชน, กฎหมายพิเศษที่บังคับใช้ในสามจังหวัด, นโยบายต่างๆ ที่ภาครัฐที่ใช้เพื่อคลี่คลายปัญหา, ประวัติการต่อสู้ของคนในพื้นที่ รวมถึงผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งรุนแรง
และที่สำคัญ ยังมีการอธิบายแบบจำลองการลงประชามติให้ประชาชนได้เข้าใจ พร้อมทดลองให้คนที่มางานได้ลงประลงชามติด้วย

     นักศึกษาม.สงขลาสครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี อธิบายถึงการลงประชามติว่า “ การลงประชามติ คือ การแสดงความคิดเห็นของประชาชน ด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อที่จะเห็นผลว่าประชาชนเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ ที่เราจำลองไว้ก็ คือ การกำหนดชะตากรรมของตัวเอง ของประชาชนเอง ก็คือประชาชนเลือกที่จะกำหนดชะตากรรมตนเองหรือไม่ต้องการกำหนดชะตากรรมตนเอง หรือจะให้คนอื่นมากำหนดชะตากรรมของเราเอง ”

     ประชาชนที่เดินทางมาร่วมลงประชามติ เล่าว่า "รู้ข่าวงานนี้จากวิทยุยะลา พอดีมีความตั้งใจจะมาร่วมงานนี้อยู่แล้วด้วย พอได้มาแล้วรู้สึกเข้าใจมากขึ้น ในการลงประชามตินี้ ร้อยทั้งร้อย เราจะสนับสนุนทุกๆ เวลา  เนื่องจากเราอยู่ทุกวันนี้ไม่มีความสุขเลย"

      นายอาร์ฟาน วัฒนะ    ประธานประธาน เครือข่ายเยาวชนอิสระจังหวัดชายแดนใต้ อธิบายว่า “โครงการที่จัดขึ้นมาเพื่อตอบสนองของประชาชน นั้นก็คือประชาชนที่ได้มาในงานในวันนี้ ก็เพื่อว่าเขานั้นสามารถเขาจะเป็นคนที่กำหนดชะตากรรมตนเอง เขาเบื่อหน่ายกับการมีความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับฝ่ายขบวนการ เพราะว่าบุคคลที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้นั้น คือ ประชาชน ในวันนี้ก็คือ เป็นเวทีของประชาชนที่จะกำหนดชะตากรรมของตนเอง ”

      กิจกรรมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ซึ่งริเริ่มโดยคนในพื้นที่ ที่ต้องการสื่อสารแนวคิดสันติภาพจากมุมประชาชน บนฐานความเชื่อมั่นในวิถีทางประชาธิปไตยซึ่งให้อำนาจแก่ประชาชน พลังในครั้งนี้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ประชาชนในสามจังหวัดชายแดนใต้ จะมีสิทธิเลือกชีวิตของพวกเขาหรือไม่  เป็นสิ่งที่สังคมไทยคงต้องคิดร่วมกัน

        นักข่าวพลเมือง เยาวชน AYM กลุ่ม Peace Media มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ รายงาน


นักข่าวพลเมือง สันติภาพและประชาชน

(ออกอากาศ วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม)

3
นักข่าวพลเมือง / สะไนใจเยอ จ.ศรีสะเกษ
« เมื่อ: ธันวาคม 07, 2012, 10:15:10 »
      สะไนคือเครื่องดนตรีของชาวเยอในอีสานใต้  โดยเป็นปี่ที่ทำจากเขาสัตว์ ใช้บรรเลงเป็นสื่อในพิธีกรรมบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์และงานบุญประเพณีแข่งเรือยาว ซึ่งทุกวันนี้หาฟังได้ยากเต็มที แต่ที่อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ มีความพยายามสืบทอดสไน โดยให้เด็กๆ วัยประถมได้เรียนรู้การเป่าสไนผสมผสานกับเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ ติดตามได้จาก นักข่าวพลเมืองราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

      "สวัสดี แซมไซคุนะคุได  ความยิ่งใหญ่วัฒนธรรมอันล้ำค่า
       คือกลุ่มชนคนเยอที่มีม   งามโสภา ราศีไศลไขเรื่องราว"

       พูดถึงเครื่องดนตรีพื้นบ้านของชาวอีสาน ใครๆ ก็รู้จัก พิณ แคน โหวด โปงลางกันดี    แต่สะไน หรือปี่จับที่ทำจากเขาควายน้อยคนนักที่จะรู้จัก ทั้งที่เป็นมรดกตกทอดจากบรรพชนของคนเยอ  ชนกลุ่มหนึ่งในความหลากหลายของชนเผ่าศรีสะเกษ 
 
       พ่อใหญ่ธรรม คำคูน ชาวชุมชนเมือง อ.ราษีไศล จ.ศรีษะเกษ   เล่าให้ฟังว่า “โตมาก็เห็น สะไนเลย โดยเฉพาะตอนแข่งเรือ เขาก็พากันเป่าผมเห็นก็เลยคิดว่าอยากเป่า พอดีที่บ้านมีสะไนอยู่อันหนึ่ง สะไนเขาควายแบบนี้แหละ ตอนนั้นผมก็หัดเป่า ไปไร่ไปนาผมก็พาไปด้วยไปเป่า หลายคนก็มาหัดเป่ากับผม ผมก็เป่ามาเรื่อยๆ”

        อรัญ แก้วกรอง นักเรียนชั้น ป. 6 เป็นมือสะไนของวงดนตรีประจำโรงเรียนเมืองคง ภูมิใจที่มีส่วนในการสืบทอดมรดกของชาวเยอ เขาทุ่มเทฝึกฝนจนชำนาญ เป็นตัวนำของวง และยังถ่ายทอดวิชาให้แก่เพื่อนและรุ่นน้องด้วย

      ด.ช. อรัญ แก้วกรอง  นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนเมืองคง  อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ   บอกกับเราว่า “ซ้อมนาน 3 ปี ได้ใช้ในการสืบสานวัฒนธรรมเยอ...สะไนทำจากเขาควาย”

     โอภาส  อุปสาร   รอง ผอ.โรงเรียนเมืองคง อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ   พูดถึงสะไนใจเยอว่า “ปกติแล้วสำหรับสะไน ถ้าคิดแล้วในประเทศไทยจะไม่มีจังหวัดไหนในประเทศที่มีสะไน ทางโรงเรียนเมืองคง คิดว่าสะไนนี้เป็นดนตรีพื้นบ้าน จึงได้นำสะไนมาประยุกต์เข้ากับวงของดรงเรียนเพื่อให้เป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีของเราไว้ให้ได้นานเท่านาน  จากการดำเนินงานก็ได้รับความร่วมมือจากชุมชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความรู้พิเศษทางด้านสะไน มาฝึกสอนเด็กนักเรียนให้สามารถเป่าสะไนได้ในรูปแบบต่างๆ มีหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนเรื่องงบประมาณ และโอกาสในการแข่งขันวงดนตรี”
ภาพการละเล่นร้องรำพื้นบ้านบนเวทีอื่น   เสียง สะไน จะยังดังกึกก้อง ให้คนรุ่นใหม่ได้ชื่นชม หรือจะจมหายไปกับวัฒนธรรมยุคไฮเทค คำตอบไม่ได้อยู่กับสายลม แสงแดด หากแต่อยู่กับบุตรหลาน ของชาวเยอทุกคน
      
      นักข่าวพลเมืองราษีไศล รายงาน


นักข่าวพลเมือง สะไนใจเยอ

ออกอากาศวันพฤหัสบดี ที่6 ธันวาคม 2555

4
         เกษตรกรคือผู้ผลิตอาหารเลี้ยงคนทั้งประเทศ แต่ที่ผ่านมาปัญหาของพวกเขามักถูกมองข้าม โดยเฉพาะหนี้สินจำนวนมากที่เกิดจากขบวนการผลิต ดังนั้นหนี้สินของเกษตรกรจึงเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนจากรัฐบาล  ติดตามรายงานจากนักข่าวพลเมืองกลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่นไร้พรมแดน
     
             ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กลุ่มพัฒนาเกษตรกรหมู่7 ต.เกาะขนุน  อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเกิดขึ้นจากการรวมตัวของเกษตรกรที่ประสบปัญหาหนี้สินทางการเกษตร ได้ร่วมกันทำบุญประจำปีและทอดผ้าป่า เพื่อนำรายได้ไปทำบุญก่อสร้างเมรุให้กับวัดในชุมชน
   
          กุรา นิวัตร เป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มที่มีปัญหาหนี้สินจากการไปกู้เงินเพื่อซื้อที่ดินจำนวน3ไร่3 งานสำหรับเลี้ยงหมู แต่ต่อมาไม่สามารถใช้หนี้ตามกำหนดได้ เนื่องจากสามีที่มีอาชีพรับเหมาก่อสร้างได้ประสบอุบัติเหตุและกลายเป็นผู้พิการ นางกุราจึงต้องแบกรับภาระทุกอย่าง เธอหารายได้ด้วยการปลูกพืชผักสวนครัว ซึ่งพออยู่ได้โดยไม่รบกวนลูกๆ

          กุรา  นิวัตร  กลุ่มพัฒนาเกษตรกร จ.ฉะเชิงเทรา   กล่าวว่า ตนกู้เงินมาซื้อที่แปลงนี้แล้วก็มาเลี้ยงหมู ซื้อหมูมาแพงแต่พอขายจริงๆแล้วเหลือตัวละ 150บาท หมูมันราคาถูกก็เลยเจ๊ง

           ที่ผ่านมานางกุราได้ร่วมต่อสู้กับกลุ่มพัฒนาเกษตรกรซึ่งเป็นสมาชิกของสภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรแห่งประเทศไทย  โดยผลักดันให้คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร รับซื้อหนี้จากสถาบันการเงินที่เกษตรกรเป็นหนี้อยู่ แล้วผ่อนชำระให้กองทุนฟื้นฟูในภายหลัง  8 ก.พ ที่ผ่านมา ได้มีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูที่เสียชีวิตและพิการทุพพลภาพได้รับการจำหน่ายหนี้สูญ

         สัญญา ยะคะเสม เลขาธิการกลุ่มพัฒนาเกษตรกร จ.ฉะเชิงเทรา   เปิดเผยว่า   "การรวมกลุ่มเพื่อรักษาสิทธิ์ในที่ดินทำกินของตนเอง ต้องใช้เวลาหลายปี แม้ขณะนี้ยังไม่บรรลุเป้าหมายแต่ก็มีแนวโน้มที่ชัดเจนมากขึ้น  เส้นทางระหว่างการเรียกร้องและการผลักดันนโยบาย ได้เกิดชุดความรู้ใหม่ๆตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้กระบวนการเรียกร้องสิทธิ์สามารถพัฒนาไปสู่หลักสากลที่หลายฝ่ายยอมรับ  อีกหนึ่งการพัฒนาที่ถือเป็นหัวใจสำคัญ คือกำลังใจที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากเพื่อนในเครือข่ายที่ประสบปัญหาเดียวกัน"

       นักข่าวพลเมืองกลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่นไร้พรมแดน รายงาน


ข่าวพลเมือง หนี้และที่ดินเกษตรกร

ออกอากาศ 27 พฤศจิกายน 2555

5
         ประเทศไทยมีผู้ใช้แรงงานนอกระบบกว่า 24 ล้านคน แต่เพราะแรงงานนอกระบบเป็นแรงงานที่ไม่มีนายจ้าง จึงไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายแรงงาน ทำให้ขาดหลักประกันในชีวิตและเข้าไม่ถึงการดูแลจากภาครัฐ เครือข่ายแรงงานจึงพยายามผลักดันข้อเสนอเรื่องการออมเพื่อบำนาญชราภาพสู่สังคม เป็นความหวังในการดูแลแรงงานนอกระบบทั่วทุกภูมิภาค ติดตามได้จากรายงานนักข่าวพลเมืองศูนย์แรงงานอ้อมน้อย-อ้อมใหญ่

           ตัวแทนผู้ใช้แรงานจากเครือข่ายแรงงานนอกระบบกลุ่มอาชีพต่างๆ  มีข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีที่มาร่วมเวทีสมัชชาแรงานนอกระบบระดับชาติเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อให้ระบบการใช้แรงงานของประเทศมีความเป็นธรรม หนึ่งในข้อเสนอที่สำคัญคือการออมเพื่อบำนาญชราภาพ เพื่อสร้างหลักประกันชีวิตในวัยชราของแรงงานนอกระบบ

        คุณพรรณี ดวงพรม ผู้ใช้แรงงาน    เล่าว่า “แรงงานนอกระบบก็ใช้แรงงานเหมือนในระบบ เพราะว่ามันทำเศรษฐกิจให้ประเทศเหมือนกัน แต่ว่าเรายังไม่ได้รับประกันสังคม ประกันสังคมก็เป็นสวัสดิการของแรงงาน รัฐควรจะส่งเสริมการทำประกันสังคมให้กับแรงงานนอกระบบ  สิ่งที่เราอยากได้คือสวัสดิการที่มั่นคง เช่น บำนาญ หรือเบี้ยตอนชราภาพค่ะ เวลาเราชราภาพ เราอยากมีสวัสดิการตอนชราภาพ ซึ่งตอนนี้เบี้ยผู้สูงอายุ 500 มันไม่พอ”

           ไทยมีกฎหมาย “กองทุนการออมแห่งชาติ” มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม 2554 กองทุนนี้มีเป้าหมายสร้างสวัสดิการให้กับแรงงานนอกระบบที่ไม่อยู่ในระบบกองทุนสวัสดิการอื่นๆ ให้มีหลักประกันรายได้หลังเกษียณอายุ ด้วยการสะสมเงินร่วมกับภาครัฐ  แต่ทุกวันนี้ยังไม่มีการดำเนินการใด และเงื่อนไขการเข้ากองทุนควรปรับให้แรงงานที่ประกันตนตามพรบ.ประกันสังคม สามารถเข้าถึงกองทุนการออมได้ด้วยเช่นกัน"

         ป้าสุจิน รุ่งสว่าง อธิบายว่า “กองทุนการออมแห่งชาติเนี่ย ระเบียบเขากำหนดไว้ว่าถ้าใครเป็นผู้ประกันมาตรา 40 แล้วมีเรื่องบำเหน็จแล้วเนี่ย เข้าไปสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติไม่ได้ แรงงานนอกระบบก็เลยต้องการให้กองทุนการออมแห่งชาติปลดล็อคให้แรงงานนอกระบบมีสิทธิเลือกว่าเขาอยากจะเข้าประกันสังคมก็ได้ อยากไปเป็นสมาชิกกองทุนการออมก็ได้ เพราะมันเป็นแบบสมัครใจด้วยกันทั้งคู่ เพราะฉะนั้นเขาก็เลยอยากมีสิทธิ์เข้าไป มีสิทธิที่จะเลือกได้ทั้งสองอัน ก็เลยคาดหวังว่าแรงงานนอกระบบทุกคนต้องมีบำนาญ  แล้วก็ต้องมีสวัสดิการที่เหมาะสม ถ้าเขาได้มีสวัสดิการ ก็จะทำให้คุณภาพชีวิตของแรงงานนอกระบบเขาดีขึ้นด้วย”

           การส่งเสริมให้เกิดการออมตั้งแต่วัยทำงาน จะทำให้ชีวิตในบั้นปลายของแรงงานนอกระบบซึ่งเป็นกลุ่มคนทำงานที่ยังเข้าไม่ถึงสิทธิและสวัสดิการ    มีความมั่นคงขึ้นได้ พึ่งพาตัวเองได้ในอนาคต โดยไม่ต้องรอรับการช่วยเหลือจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว 
   
        นักข่าวพลเมือง ศูนย์แรงงานอ้อมน้อย-อ้อมใหญ่ รายงาน


นักข่าวพลเมือง บำนาญชราภาพ

ออกอากาศวันที่ 23 พฤศจิกายน 2555

6


เรียงลำดับสถานการณ์การชุมที่เกิดขึ้น ณ หน้าพระบรมรูปทรงม้า ตลอดทั้งวันนี้ (24 กย. 55)

08.30 น.       ผู้ชุมนุมทยอยรวมตัวกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า แกนนำมั่นใจเหตุการณ์จะเป็นไปอย่างสงบ

08.57 น.        มีการปะทะเกิดขึ้นที่สะพานมัฆวาน และมีการใช้แก๊สน้ำตาจนเกิดความชุลมุนจนมีผู้ถูกบาดเจ็บและถูกจับกุมผู้ชุมนุม กว่า 50 คน

10.30น.       ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า  เสธ.อ้าย ประกาศขับไล่รัฐบาล หลังการประชุมคณะกรรมการ ประนามการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเรียกร้องให้ประชาชนออกมาชุมนุมให้มากขึ้น ยังไม่ขอเรียกร้องให้ทหารออกมาช่วยประชาชน ขอเวลา 3 ชม. จะตัดสินใจประกาศอย่างใดอย่างหนึ่ง  ประชาชนเต็มบริเวณพระบรมรูปทรงม้า

11.00 น.      เสธ.อ้าย   ประกาศว่า ... หากตำรวจไม่หยุดกลั่นแกล้งยั่วยุ อาจขอร้องให้ทหารออกมาช่วยเหลือและขอเรียกร้องให้ประชาชนชุมนุมและบอกว่าก่อนหน้านี้ได้ตกลงกับตำรวจขอเปิดพื้นที่ถนนราชดำเนินจากลานพระรูปไปถึงสนามหลวง แต่ตำรวจผิดคำสัญญามาตัดตอน แบ่งถนนเป็นช่วง ๆ เช่นบริเวณสะพานมัฆวานอันเป็นที่เกิดการทำร้ายประชาชนด้วยแก๊สน้ำตาเป็นต้น

13.50      เกิดเหตุยิงแก๊สน้ำตาบริเวณการชุมนุมที่เวทีทำให้มีผู้บาดเจ็บ

14.00 น.    องค์กรพิทักษ์สยามและภาคีเครือข่ายประชุมเพื่อกำหนดท่าที  ประชาชนที่มาชุมนุมลุกขึ้นเคลื่อนไหว บนเวทีกำลังปลุกม๊อบให้มีสติ

17.15 น.      ประกาศยกเลิกการชุมนุม


 

7
นักข่าวพลเมือง / พื้นที่ชาวเลที่หายไป
« เมื่อ: พฤศจิกายน 23, 2012, 10:57:13 »
         นักข่าวพลเมืองวันนี้ ตรงกับวันรวมญาติชาติพันธ์ชาวเล ซึ่งเป็นวันที่ชาวเลจากหลายพื้นที่จะต้องมารวมกันทุกปี เพื่อทำบุญและพิธีกรรมตามความเชื่อ  แต่เมื่อสิทธิในที่ดินและที่ทำกินถูกรุก และการแก้ไขปัญหาระดับนโยบายยังไม่คืบหน้า ชะตากรรมของชาวเลในวันรวมญาติชาติพันธ์ชาวเลปีนี้จะเป็นอย่างไร   ติดตามได้จากนักข่าวพลเมืองเยาวชนชาวเลจังหวัดภูเก็ต

          ชุมชนแหลมตุ๊กแก บริเวณเกาะสิเหร่ อ.เมือง  จ.ภูเก็ต เป็นชุมชนดั้งเดิมของชาวเลกลุ่มอูลักลาโว้ยที่อาศัยอยู่ติดชายหาดริมทะเล ประกอบอาชีพประมงและมีพื้นที่พิธีกรรมตามความเชื่อที่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ
 
         แต่เมื่อมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวมากขึ้นทำให้ที่ดินริมหาดกว่า 15 แห่งซึ่งเป็นพื้นที่พิธีกรรมของชาวเลกว่า 40 ชุมชนถูกเปลี่ยนสภาพกลายเป็นพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวไป 

        นางเดือนเต็ม ประโมงกิจ เล่าให้ฟังว่้่า   "เมื่อก่อนนี้สามัคคีค่ะ สามัคคีมาก มีอะไรแบ่งปันกัน ถ้าหากว่ามีบ้านหลังหนึ่งไปหาปลา ก็จะเอามาแบ่งกัน ตอนนี้วิตกกังวลมาก เรื่องที่อยู่อาศัย คืออนาคตต่อไปข้างหน้า กลัวลูกหลานจะอยู่ยังไง ทำมาหากินกันยังไง วิตกมาก ถ้าเป็นไปได้ ที่ตรงนั้น อยากให้ลูกหลานต่อไปไม่มีปัญหาอะไร ที่ดินตรงนั้นอยากให้ยุติปัญหาทุกอย่าง อยากให้ลูกหลานอยู่กันอย่างมีความสุข ไม่ต้องมาขึ้นศาล ไม่ต้องเผชิญหน้ากับนายทุน"

             เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว     เจ้าหน้าที่ที่ดินจังหวัดภูเก็ตมารังวัดที่ดินในชุมชนแหลมตุ๊กแก  บริเวณเกาะเกาะสิเหร่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต  ชาวบ้านในชุมชนพยายามรวมตัวกันเพื่อพูดคุยหารือ ไม่ให้เข้าไปรังวัด   เพราะเกรงว่าที่ดินบางส่วนจะถูกแบ่งขายและไม่มีที่อยู่อาศัยและประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อ   เพราะมีบทเรียนว่าที่ดินบางส่วนของชาวบ้านที่นี่  ปัจจุบันกลายเป็นของเอกชนที่มีกรรมสิทธิ์ในการถือครองที่ดินไปแล้ว
         
              ผู้ใหญ่บ้าน   บอกว่า "เขาจะมาวัดที่ดิน แต่ชาวบ้านไม่ให้วัด ชาวบ้านเขากลัวว่าถ้ามาวัดที่ก็เสียเปรียบเขาแล้วเขาจะทำยังไงต่อไป อยู่กันมานานแล้ว ก่อน ปี 02  ผมก็ เกิดที่นี่ อยู่ที่นี่มาก่อน"

             ลุงมานี  ประมงกิจ   อธิบายว่า"เค้าอ้างไปว่าที่ของเขา แต่ชาวบ้านถางตรงนี้ เขาไม่ได้ถางเลย เขาแค่ฉวยโอกาส เมื่อก่อน เป็นป่าทั้งนั้น เมื่อปี 02 
ภาพ ชาวเล เข้าไปคุยกับ รัฐ / ภาพชาวเลยื่นหนังสือ /  ภาพชีวิต ชาวเล ตามชายหาด              
 
             แม้จะมี มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่  2 มิถุนายน  2553 เห็นชอบนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ     แต่การบุกรุกที่ดินที่อยู่อาศัยของชาวเล หรือการที่ชาวเลใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำตามวิถีเดิม ก็ยังคงถูกจับกุมดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง 
           
             หากการพัฒนาที่เติบโตขึ้นเรื่อย  โดยวิถีชีวิตและจิตวิญญานของชาวเลยังถูกละเลยเช่นนี้  อีกไม่นานกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมแห่งทะเลอันดามัน คงต้องเผชิญกับถึงภาวะวิกฤตของการดำรงอยู่ของชาติพันธุ์ 

              นักข่าวพลเมือง เยาวชนชาวเล จ.ภูเก็ต รายงาน


พื้นที่ชาวเลที่หายไป

ออกอากาศวันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤศจิกายน 2555

8
                 แต่ละปีในแต่ละพื้นที่จะมีความพยายามแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่มากมาย  อาจจะสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่แตกต่างกันไป  แต่ที่ชุมชน เหล่าเกวียนหัก อ.เมือง จ.ขอนแก่น  ชาวบ้านได้พยายามเข้ามามีส่วนร่วมจัดการบริหารน้ำภายในชุมชน และแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำมากว่า 10 ปีได้สำเร็จ ติดตามรายงานจากนักข่าวพลเมืองจังหวัดอุบลราชธานี

                  ภัยแล้งอาจเป็นปัญหาหนักสำหรับหลายพื้นที่  แต่ที่ชุมชนชาวนาบ้านเหล่าเกวียนหัก ต.บ้านทุ่ม อ.เมือง จังหวัดขอนแก่น  ความแห้งแล้วไม่ได้เป็นอุปสรรค  เพราะชาวนาที่นี่ต่างมีวิธีการจัดการปัญหาขาดแคลนน้ำด้วยตัวเองมากว่า 10 ปีแล้ว

                ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ทำนาและปลูกผัก โดยช่วยกันบริหารจัดการแหล่งน้ำขนาดเล็กภายในชุมชน  ส่วนที่ดินที่ว่างเว้นจากการทำนา  ก็จะปลูกพืชสวนครัวแบบผสมผสาน 

                 นายแบน เนตรรักษ์  บอกว่า "พวกที่มีสระน้ำขุดสระในนา แล้วก็สูบน้ำใส่ ทำนาแต่ถ้าสูบบ่อยๆก็หมดนะ แต่ก็ยังดี พอได้เกี่ยวปีนี้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยนักยกเว้นพวกที่มีสระน้ำใหญ่ๆน้ำเยอะก็ได้เต็มที่"

                 นายมานพ ศรีลุ่มใต้  เล่าให้ฟังว่า "บ้านเหล่าเกวียนหัก อ.เมือง จ.ขอนแก่น   ปล่อยเสียง….. บางคนไม่อยากสูบอยากรอน้ำฝน แต่ถ้ารอแต่น้ำฝนข้าวมันก็ช้า โตไม่ทันเขาก็มีปัญหาข้าวไม่งาม ข้าวขึ้นไม่ทันก็ต้องลงทุนสูบน้ำมาใช้ในนาในช่วงเดือน เก้า เดือน สิบน้ำมาพอดีเต็มสระ ไม่ได้ขอความช่วยเหลือ  ออกกันเองเพราะว่าเราพึ่งตนเอง เต็มใจที่จะพึ่งตนเอง น้ำมันนี่ก็ใช้ประมาณ 11 ไร่ก็ประมาณ 1,000 บาท"

                อ.สันติภาพ  ตั้งไพบูลย์ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี กล่าวว่า "ผมว่าจริงๆแล้วมันคือเรื่องประกันความเสี่ยงในเรื่องการผลิต ซึ่งเฮาเข้าใจว่านาในภาคอีสานส่วนใหญ่เป็น นาอาศัยน้ำฝน คันฝนมันทิ้งช่วง ทิ้งระยะไป มันแล้งนานมันก็จะมีปัญหาว่าเราจะเอาน้ำจากไหนมาทำนา อย่างเช่นปีนี้ ชาวบ้านบอกว่ามันแล้งตั้งสองช่วง ในช่วงที่ดำแล้วมันก็แล้ง ข้าวยังไม่ทันตั้งตัว ก็แล้งแล้ว คนที่ได้ผลผลิต ก็คือคนที่สูบน้ำใส่

                 แนวทางที่คนในชุมชนปรับใช้ คือ นา 1 ไร่ สำหรับขุดบ่อไว้รองรับน้ำฝนเพื่อทำไร่ทำนาในช่วงหน้าแล้ง  และสูบน้ำมาใช้ก่อนฝนจะมา    เมื่อฝนมาน้ำก็เต็มบ่ออีกครั้ง บางแห่งแบ่งสัดส่วนของที่นาไว้ชัดเจนที่จะบริหารจัดการ ทำให้ข้าวไม่ขาดน้ำได้ผลผลิตดี

                   อ.สันติภาพ  ตั้งไพบูลย์ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า "การจัดการน้ำมันมีหลายรูปแบบผมคิดว่า หนึ่งรูปแบบขนาดเล็กในไร่นา คันบอกว่าพอ ก็ไม่ต้องเอามาอีกแล้ว โครงการขนาดใหญ่ก็ไม่ต้องมาผ่านพื้นที่แบบนี้อีกแล้ว เนื่องจากว่า พอแล้ว รัฐก็ไม่ต้องไปสิ้นเปลืองงบประมาณหรือพยายามหาน้ำมาให้  แล้วสภาพพื้นที่แต่ละแห่งก็ไม่เหมือนกัน กว่าจะลากน้ำมาจากที่อื่น ผ่านครองซอย ผ่านการเวนคืนที่ดิน ผ่านระบบก่อสร้าง ผ่านการสร้างเขื่อน ซึ่งมีผลกระทบสิ่งแวดล้อมมากมาย กับระบบแบบนี้ก็สามารถที่จะแก้ปัญหาได้"

                     การจัดการน้ำในรูปแบบหน่วยเล็กๆของชุมชนเหล่าเกวียนหัก อาจเป็นต้นแบบและตัวอย่างหนึ่งของการแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างมีประสิทธิภาพและได้ผล และเป็นการใช้หลักคิดในการจัดการดูแลตัวเองก่อนไปหวังพึ่งรัฐ

                      คำปิ่น อักษร นักข่าวพลเมืองรายงาน





การจัดการน้ำ บ้านเหล่าเกวียนหัก
ออกอากาศวันพุธที่ 21 พฤศจิกายน 2555

9
เทปบันทึก...เวทีสนทนานานาชาติ "กระบวนการสันติภาพปาตานีในบริบทของอาเซียน"
หรือ PPP: PA(T)TANI PEACE PROCESS IN ASEAN CONTEXT
เมื่อ วันที่ 7 กันยายน 2555 ที่ผ่่านมา
ณ หอประชุมใหญ่นานาชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ จ.สงขลา
จัดโดย: สภาประชาสังคมชายแดนใต้ (CST)
 ● สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้
(CSCD)มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
● สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
● สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาลสถาบันพระปกเกล้า (KPI)
● สมัชชาปฏิรูป
● มูลนิธิซาซากาว่าเพื่อสันติภาพ แห่งประเทศญี่ปุ่น (SPF)
● โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมในภาคใต้ของประเทศไทย (STEP) ภายใต้สำนักงานโครงการพัฒนาแห่ง
สหประชาชาติ(UNDP)
● ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้(DSW)

วงสนทนาพิเศษ "กระบวนการสันติภาพปาตานีในบริบทของอาเซียน" Part 1
กระบวนการพูดคุยสู่สันติภาพ 1


วงสนทนาพิเศษ "กระบวนการสันติภาพปาตานีในบริบทของอาเซียน" Part 2
กระบวนการพูดคุยสู่สันติภาพ 2


วงสนทนาพิเศษ "กระบวนการสันติภาพปาตานีในบริบทของอาเซียน" Part 3
กระบวนการพูดคุยสู่สันติภาพ 3


วงสนทนาพิเศษ "กระบวนการสันติภาพปาตานีในบริบทของอาเซียน" Part 4
กระบวนการพูดคุยสู่สันติภาพ 4


วงสนทนาพิเศษ "กระบวนการสันติภาพปาตานีในบริบทของอาเซียน" Part 5
กระบวนการพูดคุยสู่สันติภาพ 5


วงสนทนาพิเศษ "กระบวนการสันติภาพปาตานีในบริบทของอาเซียน" Part 6
กระบวนการพูดคุยสู่สันติภาพ 6 (Embedding disabled, limit reached)

10
ความคิดเห็นของตัวแทนหน่วยงานต่างๆ
ด้านการความพร้อมของหน่วยงาน
ในการเตรียมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

ผลงานนักศึกษา ม.อ.ปัตตานี และ ม.ราชภัฏยะลา
จากงานประชุมวิชาการนานาชาติรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์
และสันติศึกษาในบริบทอาเซียน เมื่อวันที่ 6-7 กันยายน ที่ผ่านมา ที่หอประชุมนานาชาติ ม.อ.หาดใหญ่


11
                            นิทรรศการภาพถ่ายวิถีรอมฎอน และ ภาพเชิงข่าวในหนังสือ In Between Restive South สู่อาเซียน





           งานการประชุมวิชาการนานาชาติ “ประชาสังคม , การเมืองและการพัฒนาประเทศในประเทศสมาชิกอาเซียน”  ณ.หอประชุมนานาชาติ  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตหาดใหญ่   โดยภายงานครั้งนี้ได้มีการจัดนิทรรศการภาพถ่ายขึ้น 2ชุด ชุดแรกภาพถ่ายวิถีรอมฎอน  ชุดที่สองภาพเชิงข่าวในหนังสือ In Between Restive South โดยมีภาพถ่ายทั้งหมด 6 หัวข้อหลัก และ 2 หัวข้อพิเศษ ภายใต้ภาพถ่ายวิถีรอมฎอน 30 วันของการถือศีลอด   5 วันแรก หัวข้อ อาหารการกิน   5 วันที่สอง หัวข้อ ละหมาดตะรอเวียะห์  5 วันที่สาม หัวข้อ อ่านคัมภีร์อัลกุรอาน   5 วันที่สี่ หัวข้อ การละศีลอด  5 วันที่ห้า หัวข้อ เอี้ยะติกาฟ  5 วันสุดท้าย คือหัวข้อ ต้อนรับฮารีรายอ หรือวันอีฎิ้ลฟิตรี   ส่วนหัวข้อพิเศษ2 หัวข้อ ได้แก่ พหุวัฒนธรรมและ การให้
           
               นาย มูหมัดซอเร  เดง  หนึ่งในช่างภาพอิสระที่ได้จัดแสดงภาพในครั้งนี้กล่าวว่า “ที่มาของการจัดงานในครั้งนี้เกิดจากความสมัครใจของเครือข่ายช่างภาพทุกคนที่พยายามจะสื่อสารเรื่องราวในพื้นที่3จังหวัด ให้กับคนภายนอกได้รับรู้เรื่องราว
           
              ด้านนางสาว  นิยาวาเฮร์ วาแวนิ นักวิจัยสถาบันสันติศึกษา  ได้กล่าวว่า “เป็นครั้งแรกที่ตนได้ชมนิทรรศการภาพถ่ายที่เกี่ยวกับคนในสามจังหวัด ทุกรูปมีความสวยงาม ดูมีชีวิต เป็นธรรมชาติ สามารถสื่อให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่แสดงถึงอัตลักษณ์ เป็นมุมหนึ่งที่สามารถสื่อให้กับคนต่างพื้นที่ได้เข้าใจและเรียนรู้ความแตกต่างว่ามันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เป็นข่าว”

           การจัดนิืทรรศการภาพ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิถีชีวิตมุสลิม โดยเฉพาะในชายแดนใต้ช่วงรอมฏอนนั้น มีความน่าสนใจเป็นพิเศษจึงเลือกที่จะถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ให้คนทั่วไปได้สัมผัสบรรยากาศของการทำกิจกรรมและการประกบอพิธีทางศาสนาในเดือนอันประเสริฐนี้



ข่าวโดย .. นางสาวแวนูรไอฮัน แวดอเลาะ
              นางสาวผกากรอง   ผลจันทร์
              นายอิทธิกร          แพร่นาม
นักศึกษา ม.อ. ปัตตานี

12



3 จ. ชายแดนใต้  ไม่หวั่นสถานการณ์  พร้อมก้าวสู้อาเซียน ยันไม่สงผลกระทบ
               
                   การประชุมวิชาการนานาชาติ “ประชาสังคม, การเมือง, และการพัฒนาประเทศ ในประเทศสมาชิกอาเซียนสะท้อนมุมมองนักวิชาการร่วมกับผู้เข้าร่วมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อก้าวสู้ประชาคมอาเชียน
               
                  วันที่ 6 สิงหาคม 2555 ได้มีการจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ “ประชาสังคม, การเมือง, และการพัฒนาประเทศ ในประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งพูดคุยประเด็นที่เกี่ยวกับการก้าวสู้ประชาคมอาเซียนและการแบ่งแยกพื้นที่ เมื่อประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะถามความคิดเห็นของตัวแทนประเทศเพื่อนบ้านว่ามีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เมื่อรวมประเทศแล้ว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยยังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบอยู่
                 
                   มูฮัมหมัด โรไซมี ฮารน กงสุลมาเลเซียประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ว่า "คนจากมาเลเซียส่วนใหญ่กลัวที่จะเข้ามาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะพวกเขามีจินตนาการจากสิ่งที่สื่อได้นำเสนอ เนื่องจากมีเหตุการณ์ระเบิดที่ลีกาเด้นท์ในปีนี้ ถ้าเป็นไปได้ทางมาเลเซียยินดีที่จะช่วยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้”    มูฮัมหมัด โรไซมีกล่าว
                 

                  ดร.อารี เจะโซะ " เสนอการแก้ไขปัญหาโดยการช่วยเหลือลูกหลานก่อน เช่น การดึงคนในพื้นที่มาทำงานก่อนที่จะเอาคนอื่น ซึ่งเป็นการช่วยเหลือภายในตัว"
               

                   ศ. ดรดันแคน แมคคาโก นักวิจัย กล่าวว่า "การที่อาเซียนเข้ามาก็ไม่ได้มีส่วนช่วยในสถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อะไรมากมาย บางส่วนอาจมีความหวังอยู่ในใจว่าสถานการณ์จะดีขึ้น แต่ผมเองยังไม่มั่นใจว่าอาเซียนจะกลายเป็นองค์กรที่เข้มแข็งขึ้นช่วยในการแก้ไขปัญหา ผมเชื่อว่าปัญหานี้เป็นปัญหาในประเทศ แต่ก้มมีความไว้วางใจระหว่างประเทศอาเซียนโดยเฉพาะมาเลเซียก็จะช่วยแก้ไขปัญหานี้และปัญหาอื่นๆได้"
               

                ศ.ดร ดันแคนยังกล่าวต่ออีกว่า "วิจัยล่าสุดที่ผ่านมาของผมเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ข้อสรุปที่ได้คือผมยังเชื่อว่ามันเป็นปัญหาทางการเมือง คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยยอมรับความชอบธรรมของรัฐไทย ถ้าจะแก้ปัญหานี้จริงๆต้องมีการกระจายอำนาจ ซึ้งถ้าพูดถึงรัฐธรรมนูญแล้วยังมีความชอบธรรม มีสิทธิเสรีภาพ ดีพอควรแต่ในความเป็นจริงไม่เป็นแบบนั้น"
           

                มูฮัมหมัด  อับดุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา กล่าวว่า  "ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีสองส่วน ส่วนแรกคือการแบ่งแยกดินแดน ส่วนที่สองเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรม ศาสนา การเกิดขึ้นของประชาคมอาเซียนทำเปิดโลกทัศน์ของมุสลิมเปิดกว้างขึ้นในระดับนานาชาติ ซึ่งถ้ามองในโลกของสังคมอาเซียนส่วนมากจะพูดภาษามาลายู ทำให้พวกเขามีเพื่อนเพิ่มมากขึ้นแต่ปัญหาที่สำคัญหลักๆนั้นคือปัญหาความมั่นคงภายในซึ้งรัฐต้องให้ความสำคัญ ถึงแม้จะรวมเป็นประชาคมอาเซียนก็ไม่สามารถที่จะประกันได้ว่าวิถีชีวิตของประชาชนจะดีขึ้น ทั้งการศึกษา ปัญหายาเสพติด ปัญหาที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมคิดว่าคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีขีดความสามารถและศักยภาพสูงเพราะมีต้นทุนทางด้านภาษา"




ข่าวโดย ... นางสาวมูณีเราะห์ ลีดน
               นางสาวโซเฟีย สือแม
               นางสาวอาตีกะ บินมามุ
               นางสาวอามีเน๊าะ อุเซ็ง
นักศึกษา ม.อ. ปัตตานี

13
ตัวแทนเครือข่ายสื่อพลเมืองทั่วประเทศร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ในการประชุม ‘พลังสื่อ...มือสมัครใจ’ ทำความเข้าใจจุดเปลี่ยนของการสื่อสารที่ท้าทายอนาคต และร่วมกำหนดทิศทางพัฒนาเครือข่ายพลเมืองร่วมกัน 25-26 สิงหาคมนี้

         นับแต่การเริ่มมี ไทยพีบีเอส หรือองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย  คนทำสื่อพลเมืองจากหลายพื้นที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมทำงานสื่อสารเชิงประเด็นให้กับสังคมไทย  และร่วมกันวางกลไกการพัฒนาสื่อสาธารณะในระดับต่างๆ ร่วมกับไทยพีบีเอสอย่างต่อเนื่อง  โอกาสก้าวสู่ปีที่ 5 ของการทำงานร่วมกัน   สำนักเครือข่ายสื่อพลเมือง ไทยพีบีเอส เห็นถึงความสำคัญที่เครือข่ายสื่อพลเมือง จะได้มาเรียนรู้สถานการณ์เพื่อมองไปข้างหน้าถึงทิศทางของสื่อพลเมืองกับสังคมไทย และมีพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนกับคนทำสื่อในรูปแบบเดียวกันพร้อมนำเสนอนวัตกรรมทางการสื่อสารที่ภาคพลเมืองสามารถทำได้  จึงกำหนดจัดงานประชุมเครือข่ายสื่อพลเมือง ประจำปี 2555 “พลังสื่อ...มือสมัครใจ” ขึ้นในวันที่ 25-26 สิงหาคม 2555 ณ ห้องคอนเวนชั่น ฮอลล์ อาคารศูนย์การเรียนรู้ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร  โดยมีตัวแทนเครือข่ายสื่อพลเมืองทั่วประเทศ นักข่าวพลเมือง สื่อชุมชน ผู้ผลิตอิสระ ตัวแทนสถาบันการศึกษา เยาวชนนักสื่อสารเพื่อชุมชนและบุคคลทั่วไปร่วมงาน

       การประชุมครั้งนี้ มีทั้งการถอดประสบการณ์การทำงานร่วมกันระหว่าง สื่อพลเมือง  สื่อสาธารณะกับสังคมไทย โดยคุณเทพชัย หย่อง ผู้อำนวยการไทยพีบีเอส  มีการร่วมทำความเข้าใจภูมิศาสตร์การสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงและมีผลต่อการเติบโตของสื่อ ด้วยการเสวนาหัวข้อ “สื่อพลเมืองกับอนาคตที่ท้าทาย” โดยมีวิทยากรคือคุณปัญญา คำลาภ กลุ่มสื่อเสียงคนอิสาน  คุณรอมฎอน ปันจอร์ ศูนย์เผ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้  คุณสุเทพ วิไลเลิศ  อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ ดร.มานะ ตรียาภิวัฒน์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ดำเนินรายการโดย อ.สมัชชา นิลปัทม์ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี  และที่สำคัญยังมีปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การเมืองภาคพลเมืองกับสื่อพลเมือง” โดย ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
   
     โอกาสเดียวกันนี้ ตัวแทนเครือข่ายสื่อพลเมืองทั่วประเทศจะได้แลกเปลี่ยนและวางแผนทิศทางการทำงานร่วมกันที่จะสร้างความยั่งยืนทั้งเชิงกลไกการทำงานร่วม และการร่วมกันสร้างให้สื่อสาธารณะหลากระดับทั้งระดับชาติและระดับชุมชนมีการเชื่อมร้อยเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมร่วมกันต่อไปในอนาคต
     
       ภายในงาน ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ 5 ปี เหลียวหลัง แลหน้า สื่อพลเมือง นิทรรรศการภาพถ่ายวิถีชายแดนใต้ , หนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติ ‘บูมีตานี’ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้จาก ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนภาคใต้อีกด้วย

      ผู้ที่สนใจสามารถรับชมถ่ายทอดสดการประชุมเครือข่ายสื่อพลเมือง ‘พลังสื่อ...มือสมัครใจ’ ได้ที่ http://tvthainetwork.com และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร  02-7902376 หรือ 77










14



กำหนดการ พื้นที่นี้ดีจัง “บางนรายิ้ม”
วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม 2555
16.00 น. เป็นต้นไป ณ ลานริมน้ำบางนรา ถนนคนเดิน จังหวัดนราธิวาส

15.00 น.    ล่องเรือกอและ สัมผัสวิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน ชมทิวทัศน์ริมแม่น้ำบางนรา

การแสดงศิลปวัฒนธรรม เวที “ยิ้มกว้าง”

16.00 น.   ครั้งแรกของการแสดงประสานเสียงดิเกร์ฮูลูโดยเยาวชนกว่า 80 ชีวิต จาก 4 ตำบล มือเราะมัส ,ศรีบุหงาตันหยง,บุตรีมายอ,กาลงมะห์กว่า 80 ชีวิต
16.40 น.    มโนราห์เด็ก จากโรงเรียนมะรือโบตก
17.00 น.    ระบำไก่ชน จาก โรงเรียนบางนราวิทยา
17.10 น.   เปิดตัวหนังสือ ตามรอย บ้านพระราชา โดยว่าที่ร้อยโท ดิลก ศิริวัลลภ
ร่วมกับ ต้นแบบนักเขียนชุมชน
17.30 น.    ดนตรีโฟล์คซองโดยกลุ่มเยาวชน Seed of Peace สามจังหวัดชายแดนใต้
17.45 น.    มโนราห์ “สวนยางยิ้ม” จากศูนย์เรียนรู้บ้านเกาะทัง จังหวัดพัทลุง
18.00 น.   ดนตรีเครื่องสายสร้างสรรค์จากเด็กๆ บางนรา
18.20 น.   การแสดงละคร “บ้านแห่งรอยยิ้ม” กลุ่มข้าวยำละครเร่ มอ.ปัตตานี
18.40 น.    พักการแสดง (ละหมาด)   
19.00 น.    ละครเพื่อการเปลี่ยนแปลง จากกลุ่ม ZIPการละคร
19.20 น.    ดนตรีพื้นบ้านจากปราชญ์ชาวบ้าน อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี
19.40 น.    ละครเพื่อการเปลี่ยนแปลง จากกลุ่มมะนาวหวาน
20.10 น.    ดนตรีจาก หนุ่ม สิมิลัน บทเพลงสะพานรักสารสิน
20.30 น.   การกลับมาเยือนนราธิวาสครั้งแรกในรอบ 15 ปีของครอบครัวดนตรีโฮปแฟมิลี่ กับคอนเสิร์ต “ยิ้มของแผ่นดิน...พื้นที่นี้...ดีจัง”

พร้อมชม นิทรรศการภาพถ่าย บางนรายิ้ม – ปัตตานียิ้ม
จากมุมมองและฝีมือเยาวชนในพื้นที่


ลานกิจกรรม “ปันยิ้ม"
สำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว

-   ซุ้มกิจกรรมกลุ่มเฌอบูโด เยาวชน 3 จังหวัดชายแดนใต้
o   ระบายสีเข็มกลัดจากกะลามะพร้าว รูปเรือกอและ ว่าววงเดือน กริช
o   เกลือสี ดูแลโลก เกลือจากนาเกลือปัตตานี มาคลุกสีเรียงชั้นสร้างสรรค์ พร้อมใส่ข้อความร่วมกันดูแลชายหาด
o   เพ้นท์ใบพายเรือกอและ จาก กลุ่มเฌอบูโด
-   ฟังเสียงขิม เย็บใบตอง พร้อมทำขนมไทย กับ เด็กๆ โรงเรียนบางนราวิทยา
-   ทำของใช้จากใบลานและกระจูด โดย กลุ่มแม่บ้านโคกเคียน
-   ซุ้มกิจกรรมจากเยาวชนเมล็ดพันธุ์สันติวิถี Seed of Peace
o   สภากาแฟ “สันติภาพคืออะไร”
o   เขียนป้ายผ้า “สันติภาพ 3 จังหวัดชายแดนใต้”
o   โปสการ์ดสวยด้วยมือเรา “ส่งใจให้นรา”
o   นิทรรศการชุมชนโดยเยาวชน 3 จังหวัดชายแดนใต้
o   ปั้นดินน้ำมัน ”พื้นที่สร้างสรรค์” โดย เครือข่ายชุมชนโครงการกำปงซือแน นราธิวาส
-   ซุ้มกิจกรรมจากเครือข่ายพื้นที่นี้..ดีจัง
o   เพ้นท์ก้อนหินจากกลุ่มลูกขุนน้ำ คีรีวง จังหวัดนครศรีธรรมราช
o   ร้อยลูกปัดมโนราห์ โดย สวนยางยิ้ม พัทลุง
o   จัดรายการวิทยุเด็ก จาก เครือข่ายวิทยุเพื่อเด็ก เยาวชน และครอบครัวภาคใต้ตอนล่าง
o   ชาชัก และ หน้ากากกระดาษ จาก กลุ่มข้าวยำละครเร่
o   เข็มกลัดแบบเดียวในโลกจากกลุ่มรักยิ้ม กรุงเทพมหานคร
b
-   ทำยาดมสมุนไพรใช้เอง จาก มหาวิทยาลัยรังสิต
-   ทำของเล่นพื้นบ้าน จาก พิพิธภัณฑ์เล่นได้ ต.ป่าแดด อ.แม่สรวย จ.เชียงราย
-   ฟังนิทาน บิดลูกโป่งจากพี่ๆมูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม)


สอบถามรายละเอียดที่
จิ๋ว บางนรายิ้ม โทร.             089 700 147

15

 

     เครือข่ายช่างภาพชายแดนใต้ (DSP) โดยศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้และมูลนิธิซาซากาว่า ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา
กำหนดจัดกิจกรรมเสวนาหัวข้อ การถ่ายภาพในโลกสมัยใหม่ผ่านสายตาช่างภาพหญิง "Women's Eyes (Mata Wanita)
โดยวิทยากร 'อำพรรณี สะเตาะ' ช่างภาพหญิงชาวยะรัง เจ้าของผลงาน Burqa2010 ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำสาขาศิลปภาพถ่าย ม.รังสิต และ 'ดนยา จุฬพุฒิพงษ์' อดีตช่างภาพประจำนิตยสาร a day weekly และหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ปัจจุบันเป็นช่างภาพอิสระ ในวันพุธที่ 18 กรกฎาคมนี้เวลา 13.00 - 15.30 น.  ณ ลานกิจกรรม Student Union มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา

     ถ่ายทอดสดผ่านอินเตอร์เน็ตทาง www.yru.ac.th, www.deepsouthwatch.org, http://live.tvthainetwork.com/
และถ่ายทอดสัญญานเสียงทางสถานีวิทยุเพื่อการศึกษา ม.ราชภัฎยะลา FM 98.5 และ 93.25 MHz

      สอบถามรายละเอียดได้ที่งานประชาสัมพันธ์และมวลชนสัมพันธ์
หมายเลขโทรศัพท์ 073 - 22715 ต่อ 1022
(สำหรับเครือข่ายสื่อภาคประชาสังคมชายแดนใต้ที่ต้องการสัญญานภาพถ่ายทอดสดไปเผยแพร่บนเว็บไซต์ หรือนำสัญญานเสียงไปออกอากาศ กรุณาติดต่อศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ โทรศัพท์ 085-893-3532  ,  086-529-4334 )
 

หน้า: [1] 2